แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูตผีปีศาจของไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูตผีปีศาจของไทย แสดงบทความทั้งหมด

25/04/2560

มอม ที่หลวงพระบาง

มอมที่หลวงพระบาง วัดเชียงทอง มอมที่หลวงพระบาง วัดอาราม มอมที่หลวงพระบาง วัดเชียงแมน มอมที่หลวงพระบาง วัดสิริมงคลไชยราม มอมที่หลวงพระบาง วัดแสนสุขาราม มอมที่หลวงพระบาง วัดป่าแค

เพราะตอนเด็ก ๆ เคยถูกหมาจรไล่กวดโดยไม่มีความผิดอะไรเลย หลายต่อหลายครั้ง ... ผมเลยตั้งปณิธานไว้ว่า ถ้าเกิดโลกนี้เกิดมีสงครามสัตว์โลกระหว่างหมากับแมว หรือหมากับตัวอะไรก็ตาม ผมยินดีที่จะอยู่คนละฝั่งกับพวกมัน

แต่ถึงจะไม่ถูกชะตา ไม่กินเส้นกันชนาดนั้น ในชีวิตนี้ผมก็ยังอุส่าห์คุ้นเคยกับหมาชื่อ "มอม" ถึงสองตัว

มอม (๑)

เป็นหมาพันธุ์ทาง เหม็น ๆ ซน ๆ สีดำ รู้จักกันสมัยผมอยู่ประถม มาอยู่ที่บ้านได้อย่างไรใครเอามาก็จำไม่ได้ จำได้วีรกรรมของมัน ... ตั้งแต่เสียงโหยหวนน่ารำคาญของลูกหมาหย่านม, รูหมาลอดที่ประตูมุ้งลวด, รองเท้าหน้งขาดวิ่น, คราบฉี่, รอยอึ ฯลฯ มันซนจนกระทั่งวิ่งออกไปโดนรถทับขาหักหน้าบ้าน และเป็นผมเองที่เป็นคนพามันไปเข้าเฝือก และคอยดูแลพยาบาล (แบบเด็ก ๆ ) ประสบการณ์เฉียดตายไม่ได้ช่วยให้มันสงบลงเลย พอผ่าเฝือก เจ้ามอม (๑) อยู่กับเราอีกสักพัก ... แล้วก็หายไป ไม่รู้ว่าหนีออกจากบ้าน หรือโดนรถชน ... หรือทั้งสองอย่าง ก็ไม่รู้

มอม (๒)

ก็พันธุ์ทางเหมือนกัน (จริง ๆ หมาที่ผมรู้จักก็พันธุ์ทางทั้งนั้นแหละ) สีน้ำตาล เป็นหมาของที่บ้านแฟนผม รู้จักกันตามคำพังเพย "Love me love my dog" ตั้งแต่มันยังเป็นลูกหมาตัวเล็ก ๆ จนโตเป็นหมาตอนตัวกลม ๆ ส่วนผมจากแฟนก็แต่งงานมีลูก มันก็ยังเล่นกับลูกสาวผม  เจ้ามอม (๒) นี่ค่อนข้างเรียบร้อย สุขุม ไม่โวยวาย แต่ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ถ้าใครแกล้งหรือหยอกอะไรไม่เข้าท่า ไม่ถูกใจ ก็อาจโดนมันงับเอาง่าย ๆ ... (คนในบ้านเคยโดนแล้วทั้งนั้น) ซึ่งผมไม่เคยโดนเลยสักครั้ง และที่น่าภูมิใจเข้าไปอีกคือ ผมเป็นคนแปลกหน้า (นาน ๆ มาที) เพียงคนเดียวที่ลูบหัวมันแล้วไม่มีปัญหา ...

คิดว่าด้วยนิสัยเรียบ ๆ ของมันนี่แหละ ทำให้เจ้ามอม (๒) อยู่กับเรานาน ... จน ขนหงอก, ตาฟาง และจากไปอย่างสงบ ... อยู่จำได้ว่าตอนได้รับข่าวว่ามันตายแล้ว ลูกสาวผมถึงกับน้ำตาร่วง

ไม่รู้ว่า "มอม" ที่เป็นชื่อเรียกหมา กับ "มอม" สัตว์ประหลาดครึ่งหมาครึ่งสิงห์ ที่เฝ้าหน้าโบสถ์หน้าวัด มีที่มาเดียวกันรึปล่าว ... อาจจะไม่ แต่บรรดามอม มอม มอม ที่ผมเจอที่หลวงพระบางนี่ ทำให้ผมคิดถึงเจ้ามอมทั้งสองตัวนั่นจัง

ของแถมอีกเช่นเคย เป็นรูป sketch ฝีมือมะนาว ครับ

25/02/2558

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊ผีกละ ความอึดอัดของแม่บ้าน

ผีกละ

เกิดจากการอ่อนเพลีย หยุดพักการเดินทาง ในโรงแรมร้างร้าง อยู่กลางเมืองเชียงใหม่ ... เมืองที่คนกล่าวขาน มีความหวานไว้ขาย มีทุเรียนลำใย มีนางไม้ผีเมือง เมืองที่มีผีแมว ... เป็นแมวมาให้ใจใส่หู ไล่หนีก็วิ่งมาหา อย่ามากวนจะนอนอ้อละอา แมวสบตาแยกเขี้ยวเหมือนคน ... แง้วววว ... หง่าวววว ... แง่ง ๆ

18/12/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊ผีเสื้อ

ฝูงผีเสื้อ

หลายคนเห็นหัวเรื่องแล้วอาจจะคิดในใจ ว่า "ตลกละ ตลกแล้ว! ขึ้นต้นเป็นภูตผีปีศาจ จะมาพูดเรื่องผีเสื้อเนี่ยะนะ" ผมก็จะตอบในใจ ว่า "ใช่แล้วล่ะครับ ;)"  แมลงที่สวยงาม ไร้พิษสง บินช้า ๆ น่าจับมาเด็ดปีกเล่นอย่างผีเสื้อ ทำไมเราถึงเรียกมันให้น่ากลัว ด้วยคำว่า "ผี" ... ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจ

ส. พลายน้อย เล่าไว้ใน "ตำนานผีไทย" ว่า ผีเสื้อเป็นอย่างเดียวกันกับ ผีเชื้อหรือผีเซื่อ เป็นคำเพี้ยนเสียงตามสำเนียงของคนทางภาคเหนือและอีสาน เป็นผีบรรพบุรุษ  เชื่อกันว่า วิญญาณของคนที่ตายต่างถิ่น จะกลายเป็นผีเสื้อบินกลับมาหาญาติตัวเอง  บ้างก็เชื่อว่า ถ้าเห็นผีเสื้อบินมาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ มากผิดปกติ แสดงว่าเป็นลางร้าย จะเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ เช่น โรคระบาด

นอกนั้น ข้อมูลอื่น ๆ ที่ผมค้นมาค่อนข้างสับสน รวม ๆ ว่าผีเสื้อเป็นอมนุษย์หลากหลายชนิด บ้างก็เป็นยักษ์อย่าง นางผีเสื้อสมุทร เมียหลวงของพระอภัยมณี หรือบางทีก็เป็นเทวดาอย่าง พระเสื้อเมือง พระทรงเมืองบางทีก็เป็นผี อย่างผีเสื้อบ้าน ผีเสื้อวัด ผีเสื้อห้วย ผีเสื้อ ... ทั้งหมดมีหน้าที่คล้ายกัน คือคอยพิทักษ์รักษาสถานที่ต่าง ๆ ... บางทีก็ไม่ได้คุ้มครองอะไร แค่อาศัยอยู่ในอาณาเขตนั้นเฉย ๆ

ดูผิวเผินเหมือน ผีเสื้อ (ส่วนใหญ่) จะไม่เกี่ยวข้องกับผีบรรพบุรุษซักเท่าไหร่ (ใครหละ! จะมีบรรพบุรุษเป็นยักษ์)

ลองเปิดพจนานุกรม ดูก็เจอว่า เสื้อ นอกจากจะแปลว่า สิ่งสวมใส่ หรือ สถิต หรือ สิง แล้วยังแปลว่า เชื้อสาย ก็ได้ด้วยเหมือนกัน

ผมเดาว่า แต่เดิมผีที่ทำหน้าที่ดูแลสถานที่ต่าง ๆ นี้คือผีบรรพบุรุษ (ผีเชื้อ) ต่อมาเมื่อบ้านรวมกันเป็นเมือง มีคนมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับต่างถิ่นมากขึ้น ก็เลยจำเป็นต้องหาอะไรที่เป็นสากลมาทำหน้าที่ 'เสื้อ' แทนผีเชื้อ หรือไม่ถ้าเป็นสถานที่ใหญ่หน่อย สำคัญมากหน่อย ก็ร่วมด้วยช่วยกันรักษา ทั้งยักษ์ ทั้งเทพ ทั้งผี ...

เป็นว่าเรื่องผีเสื้อกับผีเชี้อเป็นผีชนิดเดียวกันพอเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่ค่อยเกี่ยวกับชนิดของแมลง ... อยู่ดี

ลองค้น ผีเสื้อ ในภาษาถิ่นดู ทุกภาคเรียกคล้าย ๆ กัน แมงกำเบ้อ, แมงกะเบื้อ, แมงกะเบี้ย, แมงบี้, แมงกะบี้ มีสระอี เหมือนกับคำว่า ผี ... แต่ก็คงบอกได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ ว่าหมายถึง แมลงผี

ถึงจะฟันธงไม่ได้ว่า ผีเสื้อ (ผี) กับ ผีเสื้อ (แมลง) เกี่ยวข้องกันจริงแท้แค่ไหน  แต่ผมก็ชอบมุมมองของคนโบราณที่เห็นว่า การบินที่เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า โผไปมาดูไร้ทิศทางของผีเสื้อ คล้ายดวงวิญญาณลองลอย เป็นการเปรียบเทียบที่ทำให้เห็นภาพพจน์ของจิตใจและวิญญาณของคนเราได้ชัดเจนที่สุด  ความคิดแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะในไทย  คนพม่า, ไทใหญ่ และคนจีน ก็เห็นเหมือนกัน (มีเรื่องเล่า ว่า ชวงจื๊อศิษย์ของเล่าจื๊อ เป็นคนชอบนอน ตกกลางคืนเวลาหลับลึก ๆ แล้ว ก็จะกลายร่างเป็นผีเสื้อบินไปเที่ยว ตื่นขึ้นมาก็ได้แต่ปวดหัวไหล่ จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง) ใครที่ชอบการ์ตูนญี่ปุ่นคงรู้ว่า คนญี่ปุ่นเชื้อว่าวิญญาณของคนตายจะกลับมาในรูปแบบของแมลง เพียงแต่ของญี่ปุ่นเป็นหิ่งห้อย ไม่ใช่ผีเสื้อ

คิดไปคิดมา บางทีเรื่องผีเสื้อ (แมลง) ที่เป็นวิญญาณ เป็นผีบรรพบุรุษ นี้ อาจมีไว้ให้ผู้ใหญ่ใจบุญเอาไปขู่เด็กซน ไม่ให้จับผีเสื้อสวย ๆ มาเด็ดปีกเล่น ...

หรือ บางทีคนโบราณอาจเข้าใจทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก (The Butterfly Effect) อยู่ก่อนแล้วก็ได้ ... เพราะจะว่าไป ทั้ง คน สัตว์ พืช ... ทุกชีวิตบนโลก ก็มีต้นกำเนิดเดียวกันทั้งนั้น ... ผีเชื้อสมัยนี้ อาจมีชื่อเรียกเป็นภาษาฝรั่งเก๋ไก๋ว่า DNA
ของแถม เป็นรูปนางผีเสื้อ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะล้อเลียนใครเลย จริง จริ๊ง! สาบาน

28/11/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊เจ้าที่ (แรง) ที่บางลำพู

พรายน้ำที่ป้อมพระจันทร์

ในสำนึกของคน (ไทย) โบราณ เชื่อว่าทุกที่บนโลกนี้ล้วนมีเจ้าของ และเจ้าของที่ว่านั้นไม่ใช่มนุษย์  คนเดินดินธรรมดาทั่วไปอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ประเดี๋ยวเกิด อีกประเดี๋ยวก็ตาย  เป็นได้อย่างมากก็แค่ผู้อาศัยหรือผู้เช่า  เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต้องเป็นอะไรที่มีพลังอำนาจมากกว่า อยู่ดูแลได้นานกว่า อย่างเช่น "ผี"

ในบ้าน (ของเราเองแท้ ๆ ) ก็มี ผีเรือน, พระภูมิ ในเมืองก็มี ผีบ้านผีเมือง, เจ้าพ่อหลักเมือง, ผีเสื้อเมือง  นอกเมืองก็ยังมีเจ้าป่าเจ้าเขา, ผีนา, ผีน้ำ แม้แต่ตามที่รกร้างข้างทาง ผมก็ถูกสอนให้ยกมือไหว้ขออนุญาตก่อนทำธุระส่วนตัว ทุกครั้ง ไม่งั้น 'เจ้าอุปกรณ์ทำธุระ' จะบวม

ผมคิดว่าความเชื่อเรื่องผีเป็นศาสนาแบบโบราณ เอาไว้จัดระเบียบสังคม  ผีก็เป็นเหมือนกับเทพ เทวดา ที่คอยควบคุมดูแลพฤติกรรมของคนในสังคมให้อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ตามชุมทาง ตามโค้งอันตราย ตามปากทางเข้าสถานที่ต่าง ๆ หรือที่ว่าง (พื้นที่ส่วนกลาง) ในชุมชน ก็มักมีศาลตั้งอยู่ เพื่อเตือนสติคนที่ผ่านไปผ่านมา ว่าอย่าประมาท อย่าเผลอไผลหลงทำตัวอุบาทว์ ... โดยไม่แคร์สายตาใคร

ประเทศไทยมีศาลเจ้าที่มากมาย ที่ศักดิ์สิทธิ์โ่ด่งดังเป็นที่นับถือก็มีนับไม่ถ้วน  แต่ก็มีแปลก ๆ อยู่ที่หนึ่ง ผมจำเป็นภาพติดตามาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แล้ว 

ตอนนั้น ผมตามพ่อไปงานวันแรงงานที่ท้องสนามหลวง  จำได้ว่า บรรยากาศคึกคัก จอแจ และแดดร้อนมาก  เราก็เลยปล่อยให้สนามหลวงเป็นหน้าที่ของพ่อ ปล่อยให้เขาสานความสัมพันธ์ในสหภาพฯของเขาไป ส่วนผมกับแม่และน้องก็มีหน้าที่เข้าไปหลบแดดในวัดพระแก้วจนจบงาน  ขากลับพ่อผมขับรถอ้อมมาทางบางลำพู และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็น "ศาลกรมหลวงจักรเจษฎา"

ในสายตาเด็กชานเมืองที่เพิ่งเคยเห็นวัดเห็นวังเป็นครั้งแรกอย่างผม ศาลนี้นับเป็นศาลเจ้าที่ที่สะดุดตามาก เพราะมันเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง รอบข้างเป็นร้านขายของธรรมดาทั่วไปแท้ ๆ จู่ ๆ ก็มีซากซุ้มประตูเก่า ก่อด้วยอิฐแผ่นใหญ่คล้ายโบราณสถานที่อยุธยาโผล่แทรกเข้ามาระหว่างตึกแถว กลางซุ้มเป็นศาลคล้ายศาลพระภูมิตามบ้านทั่วไป ด้านบนมีต้นไทรใหญ่ขึ้นบนซุ้ม ร่มครึ้ม ดูขลังจริง ๆ (คิดว่า สมัยก่อนคงมีคนใจกล้าเดินผ่านแถวนี้ตอนกลางคืน ไม่มากนัก ... บรรยากาศมันน่าขนลุก) พ่อเล่าคร่าว ๆ ให้ฟังว่า เป็นวังเก่าของใครสักคน เขาลือกันว่าผีเจ้าที่ที่นี่เฮี้ยน! ...

ฟังแล้วก็ยิ่งกลัว แล้วก็ยิ่งสงสัย ว่า เป็นวังของใคร? ทำไมถึงร้าง? ทำไมมีศาล? ทำไมเฮี้ยน ยังไงแค่ไหน? ... ผมเก็บความสงสัยไว้จนโต (มีลูกแล้ว) จนคิดจะเขียนเรื่องผี ก็เลยไปหาข้อมูลมาเพิ่ม
ศาลกรมหลวงจักรเจษฎา ในปัจจุบัน ไม่มีต้นไทรแล้ว

ได้ความว่า วังนี้ชื่อ วังริมป้อมพระสุเมรุ แต่เดิมเป็นเขตพระนิเวศน์เดิมของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) เมื่อครั้งทรงปฏิบัติราชการในสมัยกรุงธนบุรี  ต่อมาเมื่อย้ายเมืองหลวง จึงให้ที่ส่วนหนึ่งขุดคลอง สร้างกำแพงเมือง สร้างป้อมพระสุเมรุ  จนเมื่อพระองค์เสด็จมาประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคลแล้ว จึงโปรดฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา (พระอนุชาพระองค์เล็ก) มาอยู่ช่วยกำกับดูแลการรักษาพระนครทางด้านนั้น (ให้มาอยู่เฝ้าป้อมฯ) แทน

ต่อมาในปีพ.ศ. 2350 เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาสิ้นพระชนม์ เจ้าจอมมารดาอยู่ต่อจนสิ้นชีพ แล้ววังก็ถูกปล่อยร้าง ไม่ปรากฏว่าโปรดให้ผู้ใดไปอยู่อีก ว่ากันว่าพระภูมิเจ้าที่ร้ายแรงนัก ไม่มีเจ้านายพระองค์ใดกล้ามาประทับ

ผมคิดว่าข่าวลือเรื่องเจ้าที่ร้ายแรงนี้ น่าจะมาจากเหตุที่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินธิ์เกิดอหิวาตกโรคระบาดหลายครั้ง ประมาณว่าห่าลงแทบทุกปี  ที่หนัก ๆ มี 2 ครั้ง ครั้งแรกในรัชกาลที่ 2 ปี พ.ศ. 2363 มีคนล้มตายเป็นจำนวนมากจนเผาศพไม่หมด ไม่ทัน เมื่อไม่ทันก็โยนทิ้งน้ำ แม่น้ำลำคลองในพระนครเต็มไปด้วยศพ  อีกครั้งเกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2392 ตอนนั้นพระนครก็มีสภาพไม่ต่างจากการระบาดครั้งแรก โชคดีที่ เจ้าฟ้ามงกุฏฯ (ร.4) ซึ่งขณะนั้นดำรงเพศบรรพชิต เป็นพระราชาคณะ ได้ทรงบัญชาให้วัดสามวัด คือ วัดสระเกศ วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) และวัดตีนเลน (วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุข) เป็นสถานที่สำหรับเผาศพ  ให้คนเก็บศพในคลองบางลำพูมารวบรวมเตรียมเผาที่วัดสังเวชฯ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามวัง เผากันหามรุ่งหามค่ำ นานกว่าโรคอหิวาต์จะหมดไป ...

เกิดเหตุร้ายตลอดในช่วงเวลาสี่สิบกว่าปี คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังจำภาพอันน่าสลดนั้นได้ คงไม่มีใครอยากมาอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ หรอกครับ (เหมือนเขาหลักที่พังงา ที่กิจการท่องเที่ยวซบเซาลงหลายปีหลังจาเกิดสึนามิ)

ใกล้กับศาลกรมหลวงจักรเจษฎา เป็นตรอกไก่แจ้ สามารถเดินทะลุไปออกตรอกเขียนนิวาสน์ที่ถนนพระอาทิตย์ได้ ด้านในเป็นชุมชนโบราณเก่ากว่าร้อยปี เรียกรวม ๆ กันว่า ชุมชนตรอกเขียนนิวาสน์-ไก่แจ้ คนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนมอญ อพยพมาอยู่กันหลายรุ่นแล้ว ตั้งแต่เชลยที่รัชกาลที่ 1 เกณฑ์มาสร้างป้อม ไปจนถึงชาวมอญจากต่างจังหวัด (ราชบุรี, ปทุมธานี ... ฯลฯ) ที่อพยพตามมาเป็นระลอก มาหาที่อยู่ใกล้ ๆ กับวัดมอญเมืองหลวง (วัดชนะสงคราม)

กลางชุมชนเป็นลานกว้างมีศาลกรมหลวงจักรเจษฎาอีกที่หนึ่ง ชาวบ้านนับถือกันมากเรียกว่า "ศาลเสด็จพ่อ" คงเพราะรู้ว่าเป็นเจ้าของที่ดั้งเดิมก่อนทางการจะรื้อวังและให้ชาวบ้านเข้ามาตั้งบ้านเรือน และเชื่อว่า เสด็จพ่อของเขาคอยปกป้องชุมชนให้รอดพ้นจากเหตุอันตราย เช่นไฟไหม้  มีการจัดพิธีบวงสรวงทุกปี ทำคู่ไปกับงานปีใหม่ และมีกิจกรรมของชุมชนอีกเยอะ

จากหนังสือและข้อมูลที่ค้นเจอ ดูเหมือนว่าชุมชนนี้จะเป็นชุมชนที่เข้มแข็งมาก ๆ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการมี "เจ้าที่แรง ๆ" เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจประจำชุมชนอย่าง ศาลกรมหลวงจักรเจษฎา (ศาลเสด็จพ่อ)

ล่าสุดผมเพิ่งเข้าเมืองไปบางลำพูมา ที่ศาล ต้นไทรถูกตัดจนโล่ง ไม่เหลือภาพความขลังอีกแล้ว แม้แต่สนามหลวงก็ถูกล้อมรั้วเรียบร้อยจนจืดชืด หลายที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  พื้นที่ส่วนกลางของสังคมไทยก็กำลังเปลี่ยนไป จากที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของผี มาเป็น "พื้นที่สาธารณะ" ซึ้งมันมีความหมายแย่ ๆ 2 ความหมาย คือ "ที่ที่ไม่มีเจ้าของไม่มีใครดูแล ใครจะทำอะไรก็ได้" กับ "ที่หวงห้ามของรัฐ"

เจ้าที่ที่บางลำพูอาจจะยังพอมีแรงอยู่ ... แต่เจ้าที่ที่อื่น ผมไม่แน่ใจ ...
ของฝาก เป็นรูปตลาดนัดสนามหลวงสมัยก่อนครับ อยากดูเพิ่มไปที่ http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2010/09/K9658026/K9658026.html ขอบคุณ คุณมิตรภาพไม่รู้จบ ที่เอามาโพสต์ไว้ในพันทิปด้วยนะครับ

29/10/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊พรายน้ำที่ป้อมพระจันทร์

พรายน้ำที่ป้อมพระจันทร์

เมื่อพูดถึง "พราย" เราก็มักจะนึกถึง ผี วิญญาณร้ายที่อยู่ในน้ำ ที่คอยทำให้คน (โดยเฉพาะเด็ก ๆ ) จมน้ำหรือลักพาตัวไปกับสายน้ำ  ตรงไหนน้ำลึก เป็นวังน้ำวน กระแสน้ำแปรปรวนรุนแรง มีคนจมน้ำบ่อย ก็มักจะมีเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับพรายน้ำเสมอ

แต่ก็น่าแปลก เพราะพรายน่าจะเป็นผีโบราณ  มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพรายน้ำมากมาย แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าพรายน้ำนี่มันหน้าตายังไงกันแน่  ไม่เหมือน ผีกระสือ, กระหัง, นางตานี ... หรือผีในความเชื่อโบราณอีกหลายตัว ที่เอ่ยแค่ชื่อ ทุกคนก็บรรยายให้เห็นภาพเดียวกันได้เป๊ะ ๆ

ที่อธิบายลักษณะของพรายน้ำไว้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องราวทางเหนือ  ชาวล้านนาเรียกพรายหรือผีน้ำ ว่า เงือก, ผีเงือก มีลักษณะเป็นงูใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นงูน้ำ  แต่ก็มีบางตำนานที่แปลกออกไป คือแทนที่เงือกจะหมายถึงงู แต่กลับกลายเป็น "จระเข้" ไปซะงั้น  ซึ่งน่าจะมาจากอิทธิพลของพวกไทใหญ่  (พระยาอนุมานราชธน เขียนถึงเงือกและนาคในเรื่อง "เมืองสวรรค์ ผีสาง เทวดา" ว่าในภาษาไทใหญ่ เงือกหมายถึงจระเข้)

ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า 'เงือก' ในวรรณกรรมล้านนาก็คือ 'นาค' ... แต่จะว่าไป "เหมือนจระเข้" ก็เป็นการอธิบายลักษณะของพรายน้ำได้ดีเหมือนกัน เห็นภาพพจน์ชัดเจนเลยทีเดียว

ในกรุงเทพฯก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับจระเข้ที่กลายเป็นพรายน้ำอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงกลางๆ ในปีพ.ศ. 2442 (รศ.118) และก็เกิดขึ้นกลางพระนครนี่แหละครับ ที่ป้อมพระจันทร์ (ปัจจุบันป้อมถูกรื้อไปแล้ว กลายเป็นท่าพระจันทร์แทน)

ท่าพระจันทร์ในปัจจุบัน

เรื่องเริ่มจากมีคนหายในละแวกป้อมพระจันทร์ คนแรกคือ เจ๊กซ้ง พ่อค้าของชำบริเวณนั้น หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ระหว่างจัดเตรียมขนของจากเรือสินค้าขึ้นมาไว้ที่แพของแก ตอนช่วงค่ำ ๆ ครอบครัวและเจ้าหน้าที่พยายามค้นหาอย่างไรก็ไม่พบ พบแต่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของแกลอยไปติดโป๊ะที่ท่าเตียน

ยังไม่ทันที่เรื่องของเจ๊กซ้งจะคลี่คลาย ก็เกิดขึ้นอีกคดี คราวนี้เป็นสาวสวยชื่อ อำแดงสอน หายตัวไปที่ท่าน้ำช่วงเวลาเดียวกันกับเจ๊กซ้ง และที่คล้ายกันอีกคือไม่พบร่องรอยอะไร ไม่มีเสียงร้อง, ไม่พบผู้ต้องสงสัย (ว่าลักพาตัว), ไม่พบศพ ... พบแต่ผ้าถุงขาดวิ่นลอยมาติดกอสวะเท่านั้น

พอเกิดเรื่องติดๆ กัน หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น (บางกอกรีดเดอร์ และอีกสองสามฉบับ) ก็ยิ่งเล่นข่าว ประโคมข่าวประมาณเรื่องเล่าเช้านี้ อยู่นานหลายวัน ... ตัวอย่าง เช่น

... วานนี้ ข่าวลือที่คนหลังป้อมพระจันทร์ ต่างถกเถียงกันหนาหู ถึงเรื่องผีพรายที่เป็นข่าวใหญ่โต โด่งดังไปทั่ว ผู้คนละแวกป้อมพระจันทร์เรื่อยไปจนจรดวังริมป้อมพระสุเมรุ ต่างก็หวาดหวั่นกันไปหมด...

แม่ค้าขายเร่ร้านรวง ปิดร้านเสียแต่ย่ำค่ำ หามีคนเดินไปไหนมาไหนไม่ เพราะผู้คนต่างก็ลือกันถึงเรื่องผีพราย จะออกมาลักตัวไป ...ฯลฯ

จากข่าวในหนังสือพิมพ์ก็เลยกลายเป็นข่าวลือ ... ยิ่งลือก็ยิ่งดัง ... ข่าวยิ่งดัง คนก็ยิ่งลือ ... บ้างว่า มีดวงตาสีแดงลอยอยู่เหนือน้ำ คอยจ้องจับคนข้ามฝากที่เคราะห์ร้ายไป ... บ้างว่า ได้ยินเสียงเหมือนตัวอะไรใหญ่ ๆ กระโจนลงน้ำไป ... บ้างก็ว่า เห็นซากหมาแมวที่หายไป ลอยมาติดใต้สะพานริมท่าน้ำหลายครั้งแล้ว ... ยิ่งลือ ก็ยิ่งกลัว ไม่เป็นอันทำมาหากิน  สุดท้ายถึงกับมีคนเอาเครื่องเซ่นไหว้ มาวางไว้ริมตลิ่งท่าน้ำกันเลยทีเดียว

บรรยากาศอึมครึมนี้คลี่คลายลงได้เพราะ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ อธิบดีกรมพระนครบาล (ประมาณ รมว.มหาดไทยสมัยนี้) ท่านทรงให้พลลาดตระเวนมาซุ่มจับผี (?) ที่บริเวณที่วางเครื่องเซ่นริมน้ำ ... พอถึงเวลาค่ำก็ปรากฏว่า ที่จริงแล้วเจ้าผีพรายที่ชาวบ้านกลัวกันนักกันหนาก็คือ จระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งขึ้นมากินเครื่องเซ่นนั่นเอง ไม่ใช่ผีร้ายอะไรที่ไหน  เมื่อจับได้แล้วก็เอามาล่ามโซ่ไว้ให้ประชาชนดู เพื่อเป็นการสยบข่าวลือ ... เป็นอันจบ

ผมว่าเรื่องนี้น่าตื่นเต้นดี ... ตื่นเต้นตรงที่ได้รู้ว่าเมื่อก่อน เคยมีจระเข้อาศัยอยู่กลางกรุง ในแม่น้ำเจ้าพระยา ... ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปแค่ 3-4 ชั่วคน ท่าพระจันทร์เปลี่ยนไปมาก สมัยนี้ อย่าว่าแต่จะหาพรายน้ำฤทธิ์มากอย่างจระเข้เลย แค่พรายน้ำกระจิ๊บกระจ้อยอย่างปลาสวาย ... ผมยังเห็นอ้าปากหอบพะงาบ ๆ อยู่เลย
ป้อมพระสุเมรุ ตรงปากคลองบางลำพู ผมเอามาเป็นแบบวาดรูปแทนป้อมพระจันทร์ (ในสมัยรัชการที่ 2 แถวนี้ก็เคยมีจระเข้เหมือนกัน)

11/09/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊เสียงคร่ำครวญของสิงโตไร้คู่

เจ้าแม่สิงโตทอง

ตุ๊กตาหินรูปสิงโตหินที่เราเห็นกันตามวัด ตามวัง นั้นเป็น "ตุ๊กตาอับเฉา" (Chinese Ship Ballast) แบบหนึ่งครับ  เป็นเครื่องถ่วงเรือสำเภา กันไม่ให้มันโคลง ช่วยให้เรือแล่นฝ่าคลื่นลมได้ดีขึ้น  เป็นผลพวงมาจากการค้าสำเภากับเมืองจีนที่เฟื่องฟูขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

ในยุคแรก ๆ เครื่องอับเฉาจะเป็นแท่งหินธรรมดา พอขนออกมาจากเรือสำเภาแล้วก็ถูกนำไปปูทางเดินในวัดหรือในวัง  ต่อมา คงเห็นว่าไหน ๆ ก็จะต้องใช้หินมาถ่วงเรือแล้ว เปลี่ยนเป็นตุ๊กตาหินน่าจะดูดี มีค่ากว่า หรือหมดที่ปูพื้นแล้วก็ไม่รู้ จึงหาของประดับแทน  ตุ๊กตาหินจากเมืองจีนเหล่านี้ มีทั้งที่เป็นของจีนแท้ ๆ และของสั่งทำ ทั้งรูปคน ฝรั่ง จีน เทพเทวดา รูปสัตว์  ใช้ตั้งประดับบริเวณต่าง ๆ ในวัด ส่วนใหญ่มักจะถูกเอามาใช้เป็นทวารบาล เป็นคู่ ๆ เสมอ โดยเฉพาะ รูปสิงโต  เพราะความเชื่อเรื่อง "ทวารบาล" ของจีนกับไทยมีต้นตอมาจากศาสนาพุทธจากอินเดียเหมือน ๆ กัน จึงเข้ากันได้เหมาะเจาะพอดี

แต่ก็ยังมีอยู่ที่หนึ่ง ที่มีสิงโตหินตั้งอยู่เดี่ยว ๆ ตัวเดียว ทั้ง ๆ ที่ตรงนั้นไม่น่าจะมีประตูอะไร? แล้วสิงโตอีกตัวไปไหน? ความน่าฉงนนี้ ทำให้เกิดเรื่องเล่าลี้ลับ สนุก น่าสนใจ มาก นั่นก็คือ ตำนานของเจ้าแม่สิงโตทอง ที่ "ศาลสิงห์โตทอง" ข้างโรงอาหารใต้ตึกคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา

ศาลสิงห์โตทองในปัจจุบัน

ตำนานเจ้าแม่สิงโตทองมี 2 เรื่อง ... 

เรื่องแรก ออกแนวโศกนาฏกรรมความรักหน่อย ๆ เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีเรือสำเภาของพ่อค้าชาวจีนแล่นเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา บรรทุกสินค้ามาเต็มลำ พร้อมกับสิงโตหินขนาดใหญ่ สวยงามมากคู่หนึ่ง ติดมาเป็นเครื่องอับเฉา  พอเรือแล่นมาถึงปากคลองบางกอกน้อย ก็เกิดอับปางลงเพราะลมพายุ  ชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันงมสินค้าอื่น ๆ ขึ้นมาได้ แต่กู้สิงโตหินขึ้นมาได้แค่ "ตัวเมีย" เพียงตัวเดียว  พอกู้ขึ้นมาได้แล้วก็เอามาตั้งไว้ที่ริมแม่น้ำ โดยหันหน้าเข้าหาฝั่ง  วันดีคืนดีก็พบว่าสิงโตตัวนี้ได้หันหน้าออกไปทางแม่น้ำได้เอง ราวกับว่าเธอกำลังเฝ้ามองคอยสิงโตหินตัวผู้ที่ยังจมอยู่ใต้น้ำ

มีเรื่องเล่าลือกันปากต่อปากมากมาย  บางคืน มักจะได้ยินเสียงคร่ำครวญของสิงโตตัวเมียที่ร้องเรียกหาคู่ของมัน  ถ้าเป็นคืนวันเพ็ญก็จะเห็นลำแสงคู่สีแดง ส่องขึ้นมาจากแม่น้ำ เชื่อกันว่าเป็นแสงจากตาของสิงโตตัวผู้นั่นเองที่เฝ้าคอยมองหาตัวเมียบนฝั่ง

อีกเรือง มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างมีหลักฐานน่าเชื่อถือ  อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ "วังหน้า" ซึ่งเป็น พระราชวังที่ประทับของพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเรื่องศาลเจ้าแม่สิงโตทองนี้เกิดขึ้นในสมัยของ "กรมพระราชวังบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ" วังหน้าในรัชกาลที่ 3

ปากคลองบางกอกน้อย มองจากศาล

ด้วยเหตุที่สถานที่บริเวณนั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อยพอดี เป็นทางสามแพร่ง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าเป็นจุดที่เกิดการปะทะรับพลังไม่ดี เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นประสบกับเรื่องราววุ่นวาย มีแต่ปัญหา  จะต้องแก้เคล็ดด้วยการนำเอา "สิงห์คาบดาบ" ไปติดแก้การปะทะของพลังร้ายไว้ที่ริมแม่น้ำตรงทางสามแพร่งนั้น

แต่กรมพระราชวังบวรฯทรงดำริว่า "หากจะนำรูปสิงห์คาบดาบไปติดไว้ตรงบริเวณนั้นเห็นจะเป็นการไม่ควรยิ่ง เพราะปลายดาบที่สิงห์คาบนั้น จะหันต้องพุ่งตรงไปยังทิศใต้ แล้วทิศใต้ถ้านับจากบริเวณนั้นไปก็เป็นทิศที่ตั้งของ 'วังหลวง' หรือ 'พระบรมมหาราชวัง' ซึ่งการกระทำเฉกเช่นนี้ก็อาจจะเกิดคำครหาไปในทางที่ไม่ดีว่าพุ่งดาบเข้าหาที่อยู่ของพระมหากษัตริย์ก็ย่อมเป็นได้ อีกทั้งยังทรงเกรงว่าผู้คนนั้นจะหาว่าพระองค์ทรงงมงายไร้สาระ เนื่องด้วยการแก้ฮวงจุ้ยเช่นนี้ไม่เคยมีปรากฏในประเพณีชนชั้นผู้นำของชาวไทยมาก่อน พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้นำสิงโตหินแกะสลักจากเมืองจีนจำนวนสามตัวที่ทำการปลุกเสกตามประเพณีจีนมาแล้วนั้น นำไปตั้งไว้ที่บริเวณท่าน้ำซึ่งตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อยแทน"

เรื่องติดตั้งสิงโตนี้ มีเล่ากันไปสองเรื่อง  บ้างว่า ถูกนำมาตั้งไว้ริมตลิ่งทั้งสามตัว นานไปก็ถูกกระแสน้ำเซาะจนตลิ่งพัง สิงโตทั้งสามตัวเลยจมลงไปใต้น้ำ ต่อมากู้เอาสิงโตตัวเล็กขึ้นมาได้ตัวเดียว ซึ่งก็คือตัวที่ตั้งประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าแม่สิงโตทองในปัจจุบันนั่นเอง  บ้างก็ว่าเอาไปตั้งไว้ทั้งบนบกและในน้ำเพื่อแก้เคล็ดให้ครบ

ปัจจุบัน อาจเพราะตำนานเรื่องแรกและการที่ที่ตรงนี้ได้กลายเป็นสถานศึกษาไปแล้ว ทำให้เจ้าแม่สิงโตทองมีชื่อเสียงด้านความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน และความรัก เพราะสิ่งที่ทำให้คนวัยเรียนคร่ำครวญได้ ก็มีแค่เรื่องนี้แหละครับ

จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่แค่คนวัยเรียนหรอกครับ เราทุกคนล้วนเกิดมาและแสวงหาความสมบูรณ์สมดุลในแบบของตัวเองทั้งนั้น และไอ้ความสมบูรณ์สมดุลนั่นจะมีอยู่จริงรึเปล่าก็ไม่รู้ ... บางครั้งผมก็ได้ยินเสียงครวญคราง ในใจเหมือนกัน ... ครับ

ผมรู้สึกว่าตำนานทั้งสองเรื่องนี้มีธีมหลักของเรื่องต่างกัน ตรงที่เรื่องแรกเป็นเรื่องของความทุกข์จากการพลัดพราก ส่วนเรื่องที่สองกลับสะท้อนถึงความขัดแย้งของอะไรที่อยู่เป็นคู่กัน อยู่แล้ว (วังหน้ากับวังหลวง) เพราะการเปลี่ยน สิงห์คาบดาบ เป็น สิงโตหิน ไม่เป็นผล หลังจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้ทรงตั้งผู้ใดเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีก  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ (ว่าที่) ก็ถูกถวายฎีกาอยู่เสมอว่ากระทำการกระด้างกระเดื่อง ทุจริตต่อหน้าที่ รับสินบน อีกทั้งยังมีการส้องสุมกำลังผู้คน เมื่อทรงสอบสวนแล้วเป็นจริง จึงทรงให้ถอดพระยศเป็นหม่อมไกรสร แล้วให้นำสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2391

25/08/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊มือเทวดาที่บางปะอิน

จริง ๆ แล้วเรื่องผีนี่ก็แปลก คนที่เจอ ก็มักจะเจอประจำ ส่วนบางคนถึงแม้จะอยากเจอแค่ไหน เที่ยวเสาะแสวงหา ตามล่า ยังไง ก็ไม่เห็น  ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าการที่คนเราจะเห็นผีหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับวิญญาณ นั้น เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่มีที่มาที่ไป ไม่รู้ล่วงหน้า เหมือนกับการเกิดอุบัติเหตุ  

แต่ก็มีบางคนที่มีความสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ สามารถเชิญวิญญาณหรือเทวดามาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนได้  ส่วนมากจะเป็นพวกบรรดาพระเกจิอาจารย์ หรือผู้ที่ฝึกกัมมัฏฐานมาอย่างชำนาญแล้ว หนึ่งในนั้นเป็นถึงโอรสของกษัตริย์ คือ "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรทัตจุฑาธาร กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา" พระองค์เป็นผู้นิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับวิญญาณและสิ่งเร้นลับ ชื่อ "เพชรในหิน" และเรื่องเกี่ยวกับศาสนาอีกหลายเรื่อง  กิตติศัพท์ความสามารถของพระองค์เป็นที่เล่าลือกันมากในแวดวงเจ้านายในวัง ว่ากันว่า พระองค์อาจเชิญเทวดามาปรากฏตัวได้ พูดคุยได้ด้วย

พลูหลวง (ประยูร อุลุชาฎะ) ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ "รหัสวิทยา พลังเร้นลับ" ว่า

--- คราวหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใคร่จะทอดพระเนตรเทวดา จึงให้กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาทำพิธิติดต่อกับเทวดาภายในพระราชวังบางปะอิน เรียกเทวดามาให้ปรากฏในห้องท้องพระโรง ท่ามกลางบรรยากาศอันขลังและมืด พระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายหลายพระองค์ที่ร่วมอยู่ด้วยก็ได้เห็นมือของเทวดาขนาดใหญ่ยื่นลงมาจากเพดานท้องพระโรง เป็นมืออันสวยประดับด้วยอัญมณีแพรวพรายและมีเสียงอันก้องท้องพระโรง เป็นเสียงเทวดาโดยไม่อาจกำหนดได้ว่ามุมใด หรือ ณ ที่ใดในท้องพระโรง ---

ฟังดูเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและอัศจรรย์มากๆ ... ผมมีโอกาสไปเที่ยวพระราชวังบางปะอิน พอเข้าไปในห้องท้องพระโรงพระที่นั่งวโรภาษพิมาน ก็อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าขึ้นมองเพดาน (หวังว่าอาจจะเจอร่องรอยอะไรบ้าง) ภาพที่ได้เห็นคือโคมไฟระย้า (แชนเดอเลียร์) ทำด้วยแก้วคริสตัลขนาดใหญ่ ห้อยอยู่กลางห้อง ส่องแสงระยิบระยับสวยงามมาก จินตนาการถึงภาพมือของเทวดาได้ไม่ยาก

โคมระย้าที่ผมเห็นนี้น่าจะเป็นของเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 และคงถูกนำมาติดตั้งช่วงที่ดัดแปลงพระที่นั่งรื้อองค์เดิมจากสองชั้นเป็นชั้นเดียว ในปีพุทธศักราช 2428 (ประเทศไทยมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2427)

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องอัญเชิญเทวดาที่บางปะอินนี้ จะเป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นของการมีไฟฟ้าใช้ช่วงแรกๆ ในเมืองไทย หรือเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์จริงๆ แต่เรื่องนี้ก็สะท้อนความเชื่อเรื่องวิญญาณที่ดำรงค์อยู่ในสังคมไทย ... เรื่อยมา
(ของแถม) โคมระย้ารูปมือ ฝีมือลูกสาวครับ ^_^

31/07/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊พญามาร

คำจำกัดความของ "มาร" คือ สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายไปจากคุณงามความดี เป็นสิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี เป็นตัวกำจัดและขัดขวางบุคคลไม่ให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม

ในตำนานของชาวพุทธ มารที่มีพลังอำนาจมากที่สุด น่ากลัวที่สุด คือ "พญามารปรนิมมิตวสวัตตี" หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ "พญามาร"  เป็นจอมเทพ (ฝ่ายมาร) อยู่บนสวรรค์ชั้นที่ 6 (ชั้นสูงสุด)  ชอบแทรกแซงครอบงำจิตใจของผู้คน ให้หลงผิด ให้ยึดติดอยู่กับความพอใจในอารมณ์ ความปรารถนา หรือความสนุกสนานสุนทรีย์ในชีวิต การปรากฏตัวของพญามารครั้งใหญ่คือตอนที่ยกทัพไปขัดขวางการตรัสรู้ของเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วก็พ่ายแพ้กลับไป 

ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า "พญามาร" เป็นการอุปมาอุปไมย หมายถึงความสับสนในจิตใจที่เกิดขึ้นระหว่างการทำสมาธิ (ขัดขวางไม่ให้หลุดพ้นจากกิเลส) ในพระไตรปิฎกอธิบายแยกแยะพญามารไว้เป็นคำบาลีค่อนข้างละเอียดซับซ้อน เข้าใจยาก คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นกิเลสภายในจิตใจของผู้คน

--มีพระอาจารย์ด้านกรรมฐานท่านหนึ่ง พูดถึงที่มาที่ไปของกิเลสไว้ชัดเจนดีมาก ท่านว่า กิเลสใหญ่ ๆ มีอยู่สามอย่าง คือ "โลภะ โทสะ โมหะ" และทั้งสามก็เชื่อมโยงส่งเสริมให้เกิดผลต่อเนื่องกัน เริ่มจาก โมหะ คือความหลง ความไม่รู้ หลงคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีตัวตนและเป็นจริงตลอดไป เมื่อมีโมหะเห็นว่าทุกอย่างเป็นจริง ก็ทำให้เกิด โลภะ หรือความโลภ ความอยาก ไขว่คว้าให้ได้มาเป็นของตน ถ้าไม่อยากก็ผลักไส และเมื่อโลภแล้วไม่สมหวัง ก็ทำให้เกิด โทสะ หรือความโกรธ ที่จะเผาผลาญทั้งผู้อื่นและตนเองให้มอดไหม้ไปในกองไฟแห่งความทุกข์

ผมคิดว่าการเข้าใจที่มาที่ไปของกิเลส จะทำให้เราพอมองเห็นภาพลักษณ์ของพญามารได้ชัดเจนขึ้น และอาจจะเข้าใจ ภูต ผี ปีศาจ มากขึ้น เพราะเรื่องผีทั้งหมด ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากอิทธิฤทธิ์ของพญามารตนนี้ทั้งสิ้น
รูปพญามารฝีมือลูกสาว

28/07/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊บทนำ

สมัยเป็นเด็กประถม ผมหมกมุ่นอยู่กับเรื่องลึกลับแทบทุกประเภท  ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณ, สัตว์ประหลาด, อสุรกาย, มนุษย์ต่างดาวไปจนถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแปลก ๆ ... ฯลฯ  จำได้ว่าเคยมีหนังสือที่รวบรวมเรื่องเร้นลับจากทั่วโลกอยู่เล่มหนึ่ง เล่มหนามาก แต่ก็อ่านได้แทบทุกวัน  มีอยู่เรื่องเดียวที่ไม่เคยสนใจ ไม่อิน ไม่เก็ต  นั่นก็คือ "เรื่องผี" ... คิดว่าน่าจะเป็นเพราะ "กลัว" นั่นเแหละ

ภาพพิมพ์แกะไม้รูปผี ของ โฮะคุไซ