แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพฯ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพฯ แสดงบทความทั้งหมด

28/11/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊เจ้าที่ (แรง) ที่บางลำพู

พรายน้ำที่ป้อมพระจันทร์

ในสำนึกของคน (ไทย) โบราณ เชื่อว่าทุกที่บนโลกนี้ล้วนมีเจ้าของ และเจ้าของที่ว่านั้นไม่ใช่มนุษย์  คนเดินดินธรรมดาทั่วไปอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ประเดี๋ยวเกิด อีกประเดี๋ยวก็ตาย  เป็นได้อย่างมากก็แค่ผู้อาศัยหรือผู้เช่า  เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต้องเป็นอะไรที่มีพลังอำนาจมากกว่า อยู่ดูแลได้นานกว่า อย่างเช่น "ผี"

ในบ้าน (ของเราเองแท้ ๆ ) ก็มี ผีเรือน, พระภูมิ ในเมืองก็มี ผีบ้านผีเมือง, เจ้าพ่อหลักเมือง, ผีเสื้อเมือง  นอกเมืองก็ยังมีเจ้าป่าเจ้าเขา, ผีนา, ผีน้ำ แม้แต่ตามที่รกร้างข้างทาง ผมก็ถูกสอนให้ยกมือไหว้ขออนุญาตก่อนทำธุระส่วนตัว ทุกครั้ง ไม่งั้น 'เจ้าอุปกรณ์ทำธุระ' จะบวม

ผมคิดว่าความเชื่อเรื่องผีเป็นศาสนาแบบโบราณ เอาไว้จัดระเบียบสังคม  ผีก็เป็นเหมือนกับเทพ เทวดา ที่คอยควบคุมดูแลพฤติกรรมของคนในสังคมให้อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ตามชุมทาง ตามโค้งอันตราย ตามปากทางเข้าสถานที่ต่าง ๆ หรือที่ว่าง (พื้นที่ส่วนกลาง) ในชุมชน ก็มักมีศาลตั้งอยู่ เพื่อเตือนสติคนที่ผ่านไปผ่านมา ว่าอย่าประมาท อย่าเผลอไผลหลงทำตัวอุบาทว์ ... โดยไม่แคร์สายตาใคร

ประเทศไทยมีศาลเจ้าที่มากมาย ที่ศักดิ์สิทธิ์โ่ด่งดังเป็นที่นับถือก็มีนับไม่ถ้วน  แต่ก็มีแปลก ๆ อยู่ที่หนึ่ง ผมจำเป็นภาพติดตามาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แล้ว 

ตอนนั้น ผมตามพ่อไปงานวันแรงงานที่ท้องสนามหลวง  จำได้ว่า บรรยากาศคึกคัก จอแจ และแดดร้อนมาก  เราก็เลยปล่อยให้สนามหลวงเป็นหน้าที่ของพ่อ ปล่อยให้เขาสานความสัมพันธ์ในสหภาพฯของเขาไป ส่วนผมกับแม่และน้องก็มีหน้าที่เข้าไปหลบแดดในวัดพระแก้วจนจบงาน  ขากลับพ่อผมขับรถอ้อมมาทางบางลำพู และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็น "ศาลกรมหลวงจักรเจษฎา"

ในสายตาเด็กชานเมืองที่เพิ่งเคยเห็นวัดเห็นวังเป็นครั้งแรกอย่างผม ศาลนี้นับเป็นศาลเจ้าที่ที่สะดุดตามาก เพราะมันเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง รอบข้างเป็นร้านขายของธรรมดาทั่วไปแท้ ๆ จู่ ๆ ก็มีซากซุ้มประตูเก่า ก่อด้วยอิฐแผ่นใหญ่คล้ายโบราณสถานที่อยุธยาโผล่แทรกเข้ามาระหว่างตึกแถว กลางซุ้มเป็นศาลคล้ายศาลพระภูมิตามบ้านทั่วไป ด้านบนมีต้นไทรใหญ่ขึ้นบนซุ้ม ร่มครึ้ม ดูขลังจริง ๆ (คิดว่า สมัยก่อนคงมีคนใจกล้าเดินผ่านแถวนี้ตอนกลางคืน ไม่มากนัก ... บรรยากาศมันน่าขนลุก) พ่อเล่าคร่าว ๆ ให้ฟังว่า เป็นวังเก่าของใครสักคน เขาลือกันว่าผีเจ้าที่ที่นี่เฮี้ยน! ...

ฟังแล้วก็ยิ่งกลัว แล้วก็ยิ่งสงสัย ว่า เป็นวังของใคร? ทำไมถึงร้าง? ทำไมมีศาล? ทำไมเฮี้ยน ยังไงแค่ไหน? ... ผมเก็บความสงสัยไว้จนโต (มีลูกแล้ว) จนคิดจะเขียนเรื่องผี ก็เลยไปหาข้อมูลมาเพิ่ม
ศาลกรมหลวงจักรเจษฎา ในปัจจุบัน ไม่มีต้นไทรแล้ว

ได้ความว่า วังนี้ชื่อ วังริมป้อมพระสุเมรุ แต่เดิมเป็นเขตพระนิเวศน์เดิมของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) เมื่อครั้งทรงปฏิบัติราชการในสมัยกรุงธนบุรี  ต่อมาเมื่อย้ายเมืองหลวง จึงให้ที่ส่วนหนึ่งขุดคลอง สร้างกำแพงเมือง สร้างป้อมพระสุเมรุ  จนเมื่อพระองค์เสด็จมาประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคลแล้ว จึงโปรดฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา (พระอนุชาพระองค์เล็ก) มาอยู่ช่วยกำกับดูแลการรักษาพระนครทางด้านนั้น (ให้มาอยู่เฝ้าป้อมฯ) แทน

ต่อมาในปีพ.ศ. 2350 เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาสิ้นพระชนม์ เจ้าจอมมารดาอยู่ต่อจนสิ้นชีพ แล้ววังก็ถูกปล่อยร้าง ไม่ปรากฏว่าโปรดให้ผู้ใดไปอยู่อีก ว่ากันว่าพระภูมิเจ้าที่ร้ายแรงนัก ไม่มีเจ้านายพระองค์ใดกล้ามาประทับ

ผมคิดว่าข่าวลือเรื่องเจ้าที่ร้ายแรงนี้ น่าจะมาจากเหตุที่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินธิ์เกิดอหิวาตกโรคระบาดหลายครั้ง ประมาณว่าห่าลงแทบทุกปี  ที่หนัก ๆ มี 2 ครั้ง ครั้งแรกในรัชกาลที่ 2 ปี พ.ศ. 2363 มีคนล้มตายเป็นจำนวนมากจนเผาศพไม่หมด ไม่ทัน เมื่อไม่ทันก็โยนทิ้งน้ำ แม่น้ำลำคลองในพระนครเต็มไปด้วยศพ  อีกครั้งเกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2392 ตอนนั้นพระนครก็มีสภาพไม่ต่างจากการระบาดครั้งแรก โชคดีที่ เจ้าฟ้ามงกุฏฯ (ร.4) ซึ่งขณะนั้นดำรงเพศบรรพชิต เป็นพระราชาคณะ ได้ทรงบัญชาให้วัดสามวัด คือ วัดสระเกศ วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) และวัดตีนเลน (วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุข) เป็นสถานที่สำหรับเผาศพ  ให้คนเก็บศพในคลองบางลำพูมารวบรวมเตรียมเผาที่วัดสังเวชฯ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามวัง เผากันหามรุ่งหามค่ำ นานกว่าโรคอหิวาต์จะหมดไป ...

เกิดเหตุร้ายตลอดในช่วงเวลาสี่สิบกว่าปี คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังจำภาพอันน่าสลดนั้นได้ คงไม่มีใครอยากมาอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ หรอกครับ (เหมือนเขาหลักที่พังงา ที่กิจการท่องเที่ยวซบเซาลงหลายปีหลังจาเกิดสึนามิ)

ใกล้กับศาลกรมหลวงจักรเจษฎา เป็นตรอกไก่แจ้ สามารถเดินทะลุไปออกตรอกเขียนนิวาสน์ที่ถนนพระอาทิตย์ได้ ด้านในเป็นชุมชนโบราณเก่ากว่าร้อยปี เรียกรวม ๆ กันว่า ชุมชนตรอกเขียนนิวาสน์-ไก่แจ้ คนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนมอญ อพยพมาอยู่กันหลายรุ่นแล้ว ตั้งแต่เชลยที่รัชกาลที่ 1 เกณฑ์มาสร้างป้อม ไปจนถึงชาวมอญจากต่างจังหวัด (ราชบุรี, ปทุมธานี ... ฯลฯ) ที่อพยพตามมาเป็นระลอก มาหาที่อยู่ใกล้ ๆ กับวัดมอญเมืองหลวง (วัดชนะสงคราม)

กลางชุมชนเป็นลานกว้างมีศาลกรมหลวงจักรเจษฎาอีกที่หนึ่ง ชาวบ้านนับถือกันมากเรียกว่า "ศาลเสด็จพ่อ" คงเพราะรู้ว่าเป็นเจ้าของที่ดั้งเดิมก่อนทางการจะรื้อวังและให้ชาวบ้านเข้ามาตั้งบ้านเรือน และเชื่อว่า เสด็จพ่อของเขาคอยปกป้องชุมชนให้รอดพ้นจากเหตุอันตราย เช่นไฟไหม้  มีการจัดพิธีบวงสรวงทุกปี ทำคู่ไปกับงานปีใหม่ และมีกิจกรรมของชุมชนอีกเยอะ

จากหนังสือและข้อมูลที่ค้นเจอ ดูเหมือนว่าชุมชนนี้จะเป็นชุมชนที่เข้มแข็งมาก ๆ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการมี "เจ้าที่แรง ๆ" เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจประจำชุมชนอย่าง ศาลกรมหลวงจักรเจษฎา (ศาลเสด็จพ่อ)

ล่าสุดผมเพิ่งเข้าเมืองไปบางลำพูมา ที่ศาล ต้นไทรถูกตัดจนโล่ง ไม่เหลือภาพความขลังอีกแล้ว แม้แต่สนามหลวงก็ถูกล้อมรั้วเรียบร้อยจนจืดชืด หลายที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  พื้นที่ส่วนกลางของสังคมไทยก็กำลังเปลี่ยนไป จากที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของผี มาเป็น "พื้นที่สาธารณะ" ซึ้งมันมีความหมายแย่ ๆ 2 ความหมาย คือ "ที่ที่ไม่มีเจ้าของไม่มีใครดูแล ใครจะทำอะไรก็ได้" กับ "ที่หวงห้ามของรัฐ"

เจ้าที่ที่บางลำพูอาจจะยังพอมีแรงอยู่ ... แต่เจ้าที่ที่อื่น ผมไม่แน่ใจ ...
ของฝาก เป็นรูปตลาดนัดสนามหลวงสมัยก่อนครับ อยากดูเพิ่มไปที่ http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2010/09/K9658026/K9658026.html ขอบคุณ คุณมิตรภาพไม่รู้จบ ที่เอามาโพสต์ไว้ในพันทิปด้วยนะครับ

29/10/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊พรายน้ำที่ป้อมพระจันทร์

พรายน้ำที่ป้อมพระจันทร์

เมื่อพูดถึง "พราย" เราก็มักจะนึกถึง ผี วิญญาณร้ายที่อยู่ในน้ำ ที่คอยทำให้คน (โดยเฉพาะเด็ก ๆ ) จมน้ำหรือลักพาตัวไปกับสายน้ำ  ตรงไหนน้ำลึก เป็นวังน้ำวน กระแสน้ำแปรปรวนรุนแรง มีคนจมน้ำบ่อย ก็มักจะมีเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับพรายน้ำเสมอ

แต่ก็น่าแปลก เพราะพรายน่าจะเป็นผีโบราณ  มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพรายน้ำมากมาย แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าพรายน้ำนี่มันหน้าตายังไงกันแน่  ไม่เหมือน ผีกระสือ, กระหัง, นางตานี ... หรือผีในความเชื่อโบราณอีกหลายตัว ที่เอ่ยแค่ชื่อ ทุกคนก็บรรยายให้เห็นภาพเดียวกันได้เป๊ะ ๆ

ที่อธิบายลักษณะของพรายน้ำไว้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องราวทางเหนือ  ชาวล้านนาเรียกพรายหรือผีน้ำ ว่า เงือก, ผีเงือก มีลักษณะเป็นงูใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นงูน้ำ  แต่ก็มีบางตำนานที่แปลกออกไป คือแทนที่เงือกจะหมายถึงงู แต่กลับกลายเป็น "จระเข้" ไปซะงั้น  ซึ่งน่าจะมาจากอิทธิพลของพวกไทใหญ่  (พระยาอนุมานราชธน เขียนถึงเงือกและนาคในเรื่อง "เมืองสวรรค์ ผีสาง เทวดา" ว่าในภาษาไทใหญ่ เงือกหมายถึงจระเข้)

ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า 'เงือก' ในวรรณกรรมล้านนาก็คือ 'นาค' ... แต่จะว่าไป "เหมือนจระเข้" ก็เป็นการอธิบายลักษณะของพรายน้ำได้ดีเหมือนกัน เห็นภาพพจน์ชัดเจนเลยทีเดียว

ในกรุงเทพฯก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับจระเข้ที่กลายเป็นพรายน้ำอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงกลางๆ ในปีพ.ศ. 2442 (รศ.118) และก็เกิดขึ้นกลางพระนครนี่แหละครับ ที่ป้อมพระจันทร์ (ปัจจุบันป้อมถูกรื้อไปแล้ว กลายเป็นท่าพระจันทร์แทน)

ท่าพระจันทร์ในปัจจุบัน

เรื่องเริ่มจากมีคนหายในละแวกป้อมพระจันทร์ คนแรกคือ เจ๊กซ้ง พ่อค้าของชำบริเวณนั้น หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ระหว่างจัดเตรียมขนของจากเรือสินค้าขึ้นมาไว้ที่แพของแก ตอนช่วงค่ำ ๆ ครอบครัวและเจ้าหน้าที่พยายามค้นหาอย่างไรก็ไม่พบ พบแต่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของแกลอยไปติดโป๊ะที่ท่าเตียน

ยังไม่ทันที่เรื่องของเจ๊กซ้งจะคลี่คลาย ก็เกิดขึ้นอีกคดี คราวนี้เป็นสาวสวยชื่อ อำแดงสอน หายตัวไปที่ท่าน้ำช่วงเวลาเดียวกันกับเจ๊กซ้ง และที่คล้ายกันอีกคือไม่พบร่องรอยอะไร ไม่มีเสียงร้อง, ไม่พบผู้ต้องสงสัย (ว่าลักพาตัว), ไม่พบศพ ... พบแต่ผ้าถุงขาดวิ่นลอยมาติดกอสวะเท่านั้น

พอเกิดเรื่องติดๆ กัน หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น (บางกอกรีดเดอร์ และอีกสองสามฉบับ) ก็ยิ่งเล่นข่าว ประโคมข่าวประมาณเรื่องเล่าเช้านี้ อยู่นานหลายวัน ... ตัวอย่าง เช่น

... วานนี้ ข่าวลือที่คนหลังป้อมพระจันทร์ ต่างถกเถียงกันหนาหู ถึงเรื่องผีพรายที่เป็นข่าวใหญ่โต โด่งดังไปทั่ว ผู้คนละแวกป้อมพระจันทร์เรื่อยไปจนจรดวังริมป้อมพระสุเมรุ ต่างก็หวาดหวั่นกันไปหมด...

แม่ค้าขายเร่ร้านรวง ปิดร้านเสียแต่ย่ำค่ำ หามีคนเดินไปไหนมาไหนไม่ เพราะผู้คนต่างก็ลือกันถึงเรื่องผีพราย จะออกมาลักตัวไป ...ฯลฯ

จากข่าวในหนังสือพิมพ์ก็เลยกลายเป็นข่าวลือ ... ยิ่งลือก็ยิ่งดัง ... ข่าวยิ่งดัง คนก็ยิ่งลือ ... บ้างว่า มีดวงตาสีแดงลอยอยู่เหนือน้ำ คอยจ้องจับคนข้ามฝากที่เคราะห์ร้ายไป ... บ้างว่า ได้ยินเสียงเหมือนตัวอะไรใหญ่ ๆ กระโจนลงน้ำไป ... บ้างก็ว่า เห็นซากหมาแมวที่หายไป ลอยมาติดใต้สะพานริมท่าน้ำหลายครั้งแล้ว ... ยิ่งลือ ก็ยิ่งกลัว ไม่เป็นอันทำมาหากิน  สุดท้ายถึงกับมีคนเอาเครื่องเซ่นไหว้ มาวางไว้ริมตลิ่งท่าน้ำกันเลยทีเดียว

บรรยากาศอึมครึมนี้คลี่คลายลงได้เพราะ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ อธิบดีกรมพระนครบาล (ประมาณ รมว.มหาดไทยสมัยนี้) ท่านทรงให้พลลาดตระเวนมาซุ่มจับผี (?) ที่บริเวณที่วางเครื่องเซ่นริมน้ำ ... พอถึงเวลาค่ำก็ปรากฏว่า ที่จริงแล้วเจ้าผีพรายที่ชาวบ้านกลัวกันนักกันหนาก็คือ จระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งขึ้นมากินเครื่องเซ่นนั่นเอง ไม่ใช่ผีร้ายอะไรที่ไหน  เมื่อจับได้แล้วก็เอามาล่ามโซ่ไว้ให้ประชาชนดู เพื่อเป็นการสยบข่าวลือ ... เป็นอันจบ

ผมว่าเรื่องนี้น่าตื่นเต้นดี ... ตื่นเต้นตรงที่ได้รู้ว่าเมื่อก่อน เคยมีจระเข้อาศัยอยู่กลางกรุง ในแม่น้ำเจ้าพระยา ... ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปแค่ 3-4 ชั่วคน ท่าพระจันทร์เปลี่ยนไปมาก สมัยนี้ อย่าว่าแต่จะหาพรายน้ำฤทธิ์มากอย่างจระเข้เลย แค่พรายน้ำกระจิ๊บกระจ้อยอย่างปลาสวาย ... ผมยังเห็นอ้าปากหอบพะงาบ ๆ อยู่เลย
ป้อมพระสุเมรุ ตรงปากคลองบางลำพู ผมเอามาเป็นแบบวาดรูปแทนป้อมพระจันทร์ (ในสมัยรัชการที่ 2 แถวนี้ก็เคยมีจระเข้เหมือนกัน)

11/09/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊เสียงคร่ำครวญของสิงโตไร้คู่

เจ้าแม่สิงโตทอง

ตุ๊กตาหินรูปสิงโตหินที่เราเห็นกันตามวัด ตามวัง นั้นเป็น "ตุ๊กตาอับเฉา" (Chinese Ship Ballast) แบบหนึ่งครับ  เป็นเครื่องถ่วงเรือสำเภา กันไม่ให้มันโคลง ช่วยให้เรือแล่นฝ่าคลื่นลมได้ดีขึ้น  เป็นผลพวงมาจากการค้าสำเภากับเมืองจีนที่เฟื่องฟูขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

ในยุคแรก ๆ เครื่องอับเฉาจะเป็นแท่งหินธรรมดา พอขนออกมาจากเรือสำเภาแล้วก็ถูกนำไปปูทางเดินในวัดหรือในวัง  ต่อมา คงเห็นว่าไหน ๆ ก็จะต้องใช้หินมาถ่วงเรือแล้ว เปลี่ยนเป็นตุ๊กตาหินน่าจะดูดี มีค่ากว่า หรือหมดที่ปูพื้นแล้วก็ไม่รู้ จึงหาของประดับแทน  ตุ๊กตาหินจากเมืองจีนเหล่านี้ มีทั้งที่เป็นของจีนแท้ ๆ และของสั่งทำ ทั้งรูปคน ฝรั่ง จีน เทพเทวดา รูปสัตว์  ใช้ตั้งประดับบริเวณต่าง ๆ ในวัด ส่วนใหญ่มักจะถูกเอามาใช้เป็นทวารบาล เป็นคู่ ๆ เสมอ โดยเฉพาะ รูปสิงโต  เพราะความเชื่อเรื่อง "ทวารบาล" ของจีนกับไทยมีต้นตอมาจากศาสนาพุทธจากอินเดียเหมือน ๆ กัน จึงเข้ากันได้เหมาะเจาะพอดี

แต่ก็ยังมีอยู่ที่หนึ่ง ที่มีสิงโตหินตั้งอยู่เดี่ยว ๆ ตัวเดียว ทั้ง ๆ ที่ตรงนั้นไม่น่าจะมีประตูอะไร? แล้วสิงโตอีกตัวไปไหน? ความน่าฉงนนี้ ทำให้เกิดเรื่องเล่าลี้ลับ สนุก น่าสนใจ มาก นั่นก็คือ ตำนานของเจ้าแม่สิงโตทอง ที่ "ศาลสิงห์โตทอง" ข้างโรงอาหารใต้ตึกคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา

ศาลสิงห์โตทองในปัจจุบัน

ตำนานเจ้าแม่สิงโตทองมี 2 เรื่อง ... 

เรื่องแรก ออกแนวโศกนาฏกรรมความรักหน่อย ๆ เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีเรือสำเภาของพ่อค้าชาวจีนแล่นเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา บรรทุกสินค้ามาเต็มลำ พร้อมกับสิงโตหินขนาดใหญ่ สวยงามมากคู่หนึ่ง ติดมาเป็นเครื่องอับเฉา  พอเรือแล่นมาถึงปากคลองบางกอกน้อย ก็เกิดอับปางลงเพราะลมพายุ  ชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันงมสินค้าอื่น ๆ ขึ้นมาได้ แต่กู้สิงโตหินขึ้นมาได้แค่ "ตัวเมีย" เพียงตัวเดียว  พอกู้ขึ้นมาได้แล้วก็เอามาตั้งไว้ที่ริมแม่น้ำ โดยหันหน้าเข้าหาฝั่ง  วันดีคืนดีก็พบว่าสิงโตตัวนี้ได้หันหน้าออกไปทางแม่น้ำได้เอง ราวกับว่าเธอกำลังเฝ้ามองคอยสิงโตหินตัวผู้ที่ยังจมอยู่ใต้น้ำ

มีเรื่องเล่าลือกันปากต่อปากมากมาย  บางคืน มักจะได้ยินเสียงคร่ำครวญของสิงโตตัวเมียที่ร้องเรียกหาคู่ของมัน  ถ้าเป็นคืนวันเพ็ญก็จะเห็นลำแสงคู่สีแดง ส่องขึ้นมาจากแม่น้ำ เชื่อกันว่าเป็นแสงจากตาของสิงโตตัวผู้นั่นเองที่เฝ้าคอยมองหาตัวเมียบนฝั่ง

อีกเรือง มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างมีหลักฐานน่าเชื่อถือ  อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ "วังหน้า" ซึ่งเป็น พระราชวังที่ประทับของพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเรื่องศาลเจ้าแม่สิงโตทองนี้เกิดขึ้นในสมัยของ "กรมพระราชวังบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ" วังหน้าในรัชกาลที่ 3

ปากคลองบางกอกน้อย มองจากศาล

ด้วยเหตุที่สถานที่บริเวณนั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อยพอดี เป็นทางสามแพร่ง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าเป็นจุดที่เกิดการปะทะรับพลังไม่ดี เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นประสบกับเรื่องราววุ่นวาย มีแต่ปัญหา  จะต้องแก้เคล็ดด้วยการนำเอา "สิงห์คาบดาบ" ไปติดแก้การปะทะของพลังร้ายไว้ที่ริมแม่น้ำตรงทางสามแพร่งนั้น

แต่กรมพระราชวังบวรฯทรงดำริว่า "หากจะนำรูปสิงห์คาบดาบไปติดไว้ตรงบริเวณนั้นเห็นจะเป็นการไม่ควรยิ่ง เพราะปลายดาบที่สิงห์คาบนั้น จะหันต้องพุ่งตรงไปยังทิศใต้ แล้วทิศใต้ถ้านับจากบริเวณนั้นไปก็เป็นทิศที่ตั้งของ 'วังหลวง' หรือ 'พระบรมมหาราชวัง' ซึ่งการกระทำเฉกเช่นนี้ก็อาจจะเกิดคำครหาไปในทางที่ไม่ดีว่าพุ่งดาบเข้าหาที่อยู่ของพระมหากษัตริย์ก็ย่อมเป็นได้ อีกทั้งยังทรงเกรงว่าผู้คนนั้นจะหาว่าพระองค์ทรงงมงายไร้สาระ เนื่องด้วยการแก้ฮวงจุ้ยเช่นนี้ไม่เคยมีปรากฏในประเพณีชนชั้นผู้นำของชาวไทยมาก่อน พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้นำสิงโตหินแกะสลักจากเมืองจีนจำนวนสามตัวที่ทำการปลุกเสกตามประเพณีจีนมาแล้วนั้น นำไปตั้งไว้ที่บริเวณท่าน้ำซึ่งตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อยแทน"

เรื่องติดตั้งสิงโตนี้ มีเล่ากันไปสองเรื่อง  บ้างว่า ถูกนำมาตั้งไว้ริมตลิ่งทั้งสามตัว นานไปก็ถูกกระแสน้ำเซาะจนตลิ่งพัง สิงโตทั้งสามตัวเลยจมลงไปใต้น้ำ ต่อมากู้เอาสิงโตตัวเล็กขึ้นมาได้ตัวเดียว ซึ่งก็คือตัวที่ตั้งประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าแม่สิงโตทองในปัจจุบันนั่นเอง  บ้างก็ว่าเอาไปตั้งไว้ทั้งบนบกและในน้ำเพื่อแก้เคล็ดให้ครบ

ปัจจุบัน อาจเพราะตำนานเรื่องแรกและการที่ที่ตรงนี้ได้กลายเป็นสถานศึกษาไปแล้ว ทำให้เจ้าแม่สิงโตทองมีชื่อเสียงด้านความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน และความรัก เพราะสิ่งที่ทำให้คนวัยเรียนคร่ำครวญได้ ก็มีแค่เรื่องนี้แหละครับ

จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่แค่คนวัยเรียนหรอกครับ เราทุกคนล้วนเกิดมาและแสวงหาความสมบูรณ์สมดุลในแบบของตัวเองทั้งนั้น และไอ้ความสมบูรณ์สมดุลนั่นจะมีอยู่จริงรึเปล่าก็ไม่รู้ ... บางครั้งผมก็ได้ยินเสียงครวญคราง ในใจเหมือนกัน ... ครับ

ผมรู้สึกว่าตำนานทั้งสองเรื่องนี้มีธีมหลักของเรื่องต่างกัน ตรงที่เรื่องแรกเป็นเรื่องของความทุกข์จากการพลัดพราก ส่วนเรื่องที่สองกลับสะท้อนถึงความขัดแย้งของอะไรที่อยู่เป็นคู่กัน อยู่แล้ว (วังหน้ากับวังหลวง) เพราะการเปลี่ยน สิงห์คาบดาบ เป็น สิงโตหิน ไม่เป็นผล หลังจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้ทรงตั้งผู้ใดเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีก  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ (ว่าที่) ก็ถูกถวายฎีกาอยู่เสมอว่ากระทำการกระด้างกระเดื่อง ทุจริตต่อหน้าที่ รับสินบน อีกทั้งยังมีการส้องสุมกำลังผู้คน เมื่อทรงสอบสวนแล้วเป็นจริง จึงทรงให้ถอดพระยศเป็นหม่อมไกรสร แล้วให้นำสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2391