แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชุมพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชุมพร แสดงบทความทั้งหมด

16/08/2562

มองภาพสะท้อน "สยามใหม่" ผ่านศิลปกรรมที่วัดสามแก้ว

อุโบสถวัดเขาสามแก้ว

ผมคุ้นชื่อวัดสามแก้วจากหนังสือเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมหลายเล่ม และมักจะเห็นรูปวาดฝีมือ พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) พร้อมกับคำบรรยายใต้ภาพบอกสถานที่ว่า เป็นที่อุโบสถวัดสามแก้ว เห็นแล้วก็เริ่มสนใจ ยิ่งมารู้ว่าอุโบสถวัดสามแก้วเป็นโบสถ์ทรงแปลก ไม่มีช่อฟ้า ไม่มีใบระกา หลังคาแบน ๆ แล้วยังอยู่ในจังหวัดที่คุ้นเคยอย่างชุมพรอีก ไม่น่าพลาด เลยต้องหาโอกาสลงไปชมให้เห็นกับตา

วัดสามแก้วอยู่บนเนินเขาสามแก้ว ริมทางรถไฟ ก่อนถึงสถานนีชุมพรนิดหน่อย (ในระยะที่เดินถึง แต่เหนื่อยหน่อย) เป็นวัดบรรยากาศดี สงบ ร่มรื่นอารมณ์คล้าย ๆ โรงเรียนหรือสถานที่ราชการ ตามแบบวัดธรรมยุตินิกายทั่วไป ... ในประวัติบอกว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2468 โดยพระธรรมโกษาจารย์ (เซุ่ง อุตตโม) กับหลวงศรีสุพรรณดิฐ (เผียน ชุมวรฐายี) นายอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร พร้อมด้วยชาวบ้าน ได้เริ่มถางป่าอันรกร้างและได้สร้างที่อยู่ชั่วคราวสำหรับพระสงฆ์และสามเณร จัดให้พระสงฆ์ได้อยู่จำพรรษาหลังจากนั้นมีการสร้างอุโบสถ เสนาสนะ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ตามมา

ก่อนจะไปดูโบสถ์ ดูจิตรกรรมฝาผนัง ก็ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า "สยามไหม่" เสียก่อน จะได้เข้าใจที่มาที่ไป

"สยามใหม่" ที่ว่าก็คือค่านิยมที่ชนชั้นนำไทยใช้ผลักดันสังคม ในช่วงปลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ... แนวคิดหลักคือ ฟื้นฟูและนำ "ความเป็นไทย" เข้าสู่ความศิวิไลซ์ให้ไม่น้อยหน้าชาติตะวันตก ความเชื่อจากอดีตตามจารีต เรื่องชาติ ภพ บุญบารมี นรก สวรรค์ ในแบบไตรภูมิถูกมองว่าเป็นเรื่องงมงายล้าสมัย และหันมาให้ความสำคัญกับความเป็นเหตุเป็นผล ตามแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ ... สิ่งเหล่านี้มักสะท้อนให้เห็นได้ ผ่านศิลปะและสถาปัตยกรรมในยุคนั้น

อุโบสถวัดสามแก้วเป็นแบบผสมผสาน รูปทรงคล้ายศาลาการเปรียญที่วัดราชาธิวาสย่อส่วน โครงสร้างทั้งเสาและคาน รวมถึงหลังคาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาแบนราบ ไม่มีหน้าบัน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา เป็นแผ่นคอนกรีตแบน ๆ แล้วก็มีส่วนที่ยื่นออกมาเป็นกันสาด รองรับด้วยคันทวยที่หลังคากันสาดทั้ง 2 ชั้น

ตัวอาคารมีการประดับลวดลายไทย (แบบลดทอนรายละเอียด) ที่กรอบประตูและหน้าต่าง ไม่ใช่ปูนปั้นที่ทำทีละชิ้น แต่เป็นการทำพิมพ์แล้วหล่อชิ้นงานทั้งหมดเหมือน ๆ กัน แล้วเอามาแปะติดที่ตัวอาคาร

บริเวณรอบนอกตัวอาคารสร้างเป็นกำแพงแก้วเตี้ย ๆ ล้อมรอบเป็นรั้ว โดยมีหลักเสมาหิน (ก้อนหินจริง ๆ ไม่มีการแกะสลัก) ล้อมรอบทั้ง 8 ทิศ

อุโบสถวัดเขาสามแก้วด้านหน้า
อุโบสถด้านหน้า
อุโบสถวัดเขาสามแก้วด้านหลัง
ด้านหลัง
ยกใต้ถุนสูงขึ้นมาจากพื้นประมาณ 50 เซนติเมตร
ลวดลายประดับแบบเรียบง่าย และคันทวยรูปหงส์ที่รองรับหลังคา
เสมาที่เป็นก้อนหินแท้ ๆ ฝังไว้บอกเขตสังฆกรรม

เห็นได้ว่ารูปแบบของอุโบสถวัดสามแก้ว เป็นแนวคิดของอาคารสมัยใหม่ที่ลดทอนรายละเอียดและการประดับประดาลง ให้เรียบง่าย มีเท่าที่จำเป็น นอกจากนั้นยังมีการปรับให้เข้ากับภูมิอากาศในประเทศไทยอีก เห็นได้จาก มีกันสาดไว้กันฝน มีใต้ถุน มีช่องลม ไว้กันแมลงรบกวนและระบายความร้อน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้อาจจะมองได้ว่า เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกฝืดเคือง (ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2) เลยต้องสร้างแบบประหยัดและรอบคอบ

สิ่งที่ทำให้แน่ใจว่า พระธรรมโกษาจารย์ (เซ่ง อุตตโม) ต้องการให้อุโบสถนี้เป็นศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความเป็นไทยสมัยใหม่อย่างแน่นอน คือ  ท่านได้ชักชวน พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) ซึ่งถนัดการใช้เทคนิคสีน้ำมันแนวเหมือนจริงแบบตะวันตก มาวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ... สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จากพระพูทธเจ้าที่เป็นรูปสมมุติแสดงความเป็นพุทธะในอุดมคติ ก็กลายเป็นพระพุทธเจ้าในฐานะบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เป็นมนุษย์ธรรมดา มีเลือด มีเนื้อหนังเหมือนเราท่านทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องใหม่

แต่อย่างไรก็ตามการจัดองค์ประกอบและลำดับของภาพก็ยังแบ่งเป็น 3 ชั้น ตามแบบประเพณีนิยม  ด้านบนสุดเป็นท้องฟ้า เทวดาและนางฟ้า  ถัดลงมาเป็นเทพชุมนุม มีเทพแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นที่อื่น ซึ่งผมเข้าใจว่ามาจากพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6  ทั้งนั้น เช่น ปรศุราม, นรสิงห์ ฯลฯ  ด้านล่างระหว่างช่องหน้าต่างและบานประตูวาดเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเนื้อเรื่องที่มาจากบทพาหุง (พุทธชัยมงคล 8) พื้นที่บนเพดาน ถูกวาดด้วยลวดลายดาวเพดานตามคติประเพณี ส่วนพื้นที่บริเวณโครงสร้างเสาและคานตกแต่งด้วยลายไทย

พระพุทธเจ้า แบบมีเนื้อมีหนัง
ภานในอุโบสถ เห็นได้ว่า แบ่งภาพเขียนเป็น 3 ชั้น
ภาพเทพชุมนุม เป็นเทพในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 แทบทั้งนั้น

บทพาหุง หรือ พระพุทธชัยมงคลคาถา เรียกอีกอย่างว่า "คำถวายพรพระ" นอกจากจะใช้สวดสรรเสริญชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่อหมู่มาร แล้วยังเป็นบทสวดเกี่ยวกับชัยชนะเพื่อถวายพระพรแด่พระเจ้าอยู่หัวให้ทรงชนะศึกอีกด้วย

จากบันทึกที่เขียนไว้บนผนังหลังพระประธานกล่าวว่าภาพจิตรกรรมที่วาดขึ้นโดยพระยาอนุศาสน์จิตรกรนี้ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ภายหลังจากพระองค์ได้ทรงเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2468 ความว่า

“มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) รับช่วยพระวโรดม แต่เมื่อยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมโกษา จารย์ เขียนภาพนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2471 ลงมือร่างและเขียนด้วยความพยายาม มิได้คิดถึงความยากลำบาก เมื่อ มีธุระจำเป็นก็กลับกรุงเทพฯ ครั้นยามว่างจึงออกมาเขียน ถึงเดือนสิงหาคม 2473 การเขียนภาพจึงแล้วบริบูรณ์ และมิได้ คิดมูลค่า เพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา อุทิศถวายแด่สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”

ภาพจิตรกรรมที่แสดงเนื้อเรื่องบทพาหุงในอุโบสถวัดสามแก้วส่วนหนึ่ง (ที่เหลือให้ไปตามดูเอาเอง เอ้ย!... จริง ๆ แล้วถ่ายมาไม่ครบหนะครับ เพราะตอนที่ไปยังไม่แน่ใจเรื่องคาถาพาหุง แหะ ๆ ^^")

ภาพพระแม่ธรณี ฝีมือพระยาอนุศาสน์จิตรกร
ตอน พระแม่ธรณีขับไล่พญามาร
ตอน พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์
ตอน โปรดช้างนาฬาคีรี
ตอน ชนะนางจิญจมาณวิกา
ตอน พระพุทธเจ้าทรงชนะสัจจกนิครนถ์
ภาพพระโมคัลลานะปราบนันโทปนันทนาคราช ผีมือพระยาอนุศาสน์จิตรกร
ตอน พระโมคัลลานะปราบนันโทปนันทนาคราช
ตอน โปรดท้าวพกาพรหม

ที่เหลือคือภาพพุทธประวัติตอนอื่น ๆ เช่น ตอนบำเพ็ญทุกข์กิริยา, ตอนรับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา,  ตอนแสดงธรรมแก่ปัจจวัคคีย์, ตอนทรงชนะธิดาพญามาร เป็นต้น นอกจากพุทธประวัติแล้วก็มีนิทานอีสปแทรกอยู่ตามช่องเล็ก ๆ (เอามาให้ดูพอเป็นน้ำจิ้มนะครับ)

ตอนแสดงธรรมแก่ปัจจวัคคีย์
ภาพพระพระพุทธเจ้าผจญธิดาพญามาร
ตอนทรงชนะธิดาพญามาร
ธิดาพญามาร ขาวอวบน่าหลงไหลไม่ใช่น้อย อิอิ
ท้าวพกาพรหมยามหมดอาลัยตายอยาก (ถ้าไม่เชี่ยวชาญเรื่อง Anatomy ก็คงวาดคนนั่งท่านี้ลำบาก)
ผมชอบความสงบร่มรื่นของวัดสามแก้วนี้ ชอบความผสมผสานของศิลปกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ชอบที่มันยังไม่กลมกลืนกันดี มองเห็นที่มาของแนวคิดได้ชัดเจน เหมือนกับข้าวยำที่ยังไม่ได้คลุก หน้าตาดีดูสนุกกว่าอันที่คลุกแล้วเป็นไหน ๆ ; )

22/01/2561

วัน by One ┊ชุมพร, เกาะเต่า (วันที่ 5 สุดท้ายแล้ว)

เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้าย และต้องเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯด้วย เลยไม่ต้องทำกิจกรรมอะไรให้วุ่นวาย 

ตื่นเช้าก็กินข้าวต้มรีสอร์ทรองท้องไปก่อน ทะลงทะเลก็ไม่ต้องคิดเล่นให้เสียเวลา เก็บของ, พาป้าไปส่งบ้าน, ตระเวนรับของฝาก แพ็กใส่รถแล้วขับกลับเลยตอนสาย ๆ

แต่ระหว่างทางที่ไปส่งป้า (จากอ่าวทุ่งมะขามไปปากน้ำฯ) จู่ ๆ แกก็พาผมกลับอีกทาง คือแทนที่จะขับรถเลียบชายหาดเหมือนขามา แต่แกพาขับอ้อมหลังเขาผ่านเข้าไปในดงนากุ้ง ... ขับมาสักพักก็ให้หยุดอยู่ที่เพิงขนมจีนเล็ก ๆ ข้างทาง แล้วบอกว่าขนมจีนร้านนี้อะเด็ด (เป็นอันว่ากินมื้อเช้า 2 ครั้ง ... อีกแล้ว ^^") ... ซี่งก็เด็ดจริง ที่ร้านมีน้ำยากะทิ น้ำพริก แล้วก็แกงไก่ (แกงไก่น่ากินมากกกกก) ให้เลือกกิน รสชาติดีกลมกล่อมถึงเครื่องดีแท้ ใครอยากจะเพิ่มความสะใจก็มีพริกทอดให้ใส่ แต่เสนห์ที่สุดของขนมจีนร้านนี้น่าจะอยู่ที่ที่ผักเหนาะชุดใหญ่ที่อยู่กลางโต๊ะ ... ซี่งก็แปลกเพราะ ไม่ได้มีผักแปลก ๆ หากินยากอะไรเลย ทั้งในถ้วย ทั้งในกระจาดผักสามัญทั้งนั้น ธรรมดาแต่สดและอร่อยทุกผัก ที่ผมชอบที่สุด (อันนี้แปลกหน่อย) คือยอดเสม็ดเพิ่งเคยกินครั้งแรก ฝาด ๆ มัน ๆ เข้ากับขนมจีนน้ำยาที่ซู้ดดดด

ระหว่างทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความอยากมีบ้านอยู่ชุมพรบ้าง ผมจึงถามแม่ว่า ระหว่างชุมพรกับกรุงเทพฯ คิดว่าที่ไหนเป็นบ้านมากกว่ากัน?

แม่บอกว่า ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็คงเป็นที่ปากน้ำชุมพรนี่แหละที่เรียกได้ว่าบ้าน แต่ถ้าเอาจริง ๆ แล้ว ตอนนี้พูดถึงบ้านก็คงเป็นที่กรุงเทพฯแล้วหละ อยู่มาตั้งหลายปีนิ ... หลายอย่างเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน คนเก่า ๆ แก่ ๆ ก็หายไปกันหมด "บ้าน" มันมีมากกว่าสถานที่นะ

ครับ ผมรับคำแล้วขับรถต่อ

19/01/2561

วัน by One ┊ชุมพร, เกาะเต่า (วันที่ 4)

เรือจากเกาะเต่ามาถึงท่าเรือที่ท่ายางตอนเช้ามืด จากท่ายางขับรถมา 10 นาทีก็บ้านป้าที่ปากน้ำชุมพร และเหมือนเป็นการเลี้ยงต้อนรับ วันนี้แทบทั้งวันมีคนอาสาพาไปกินของอร่อยตั้งแต่เช้ามืด ... ยันค่ำ

ตอนเช้าเริ่มจากขนมกระจุ๊กกระจิ๊กไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน เราปักหลักกันที่ร้านโบตา (ร้านกาแฟเก่าแก่ประจำตลาดเช้าปากน้ำชุมพร) แล้วก็ออกเดินตลาด ใครเจอขนมอะไรอร่อย น่ากิน อยากกินก็ซื้อมา แล้วเอามานั่งกินที่ร้าน ... ที่ผมชอบคือขนมหัวล้านกับปลากระเบนแดดเดียวอร่อยดี อย่างอื่นก็โอเค แต่กาแฟไม่อร่อยเท่าเดิม ซึ่งเหมือนกับของอร่อยอื่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ... น่าเสียดายที่ลูกสาวผมเกิดช้าไป ไม่มีโอกาสกินบะหมี่เกี้ยวกวางตุ้ง (แท้ ๆ ) เพราะต้นตำหรับเขาถ่ายทอดวิธีทำเส้นให้คนหนึ่งและสูตรน้ำซุปให้อีกคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันเขาไม่ถูกกัน (จบเห่)  เสียดายที่ไม่มีโอกาสกินขนมใส่ใส้ของเจ้ขาบ, เสียดายที่ไม่มีได้ชิมขนมเบื้องญวนของย่าผม ... แต่เท่านี้ขนมก็เต็มโต๊ะแล้ว ...

พอสายหน่อย ขนมยังไม่ทันย่อยหมดดี ป้าก็พาขึ้นไปกินกาแฟถ้ำสิงห์ (กินแล้วกินอีก) บนจุดชมวิวบนยอดเขามัทรี ซึ่งเป็นที่เที่ยวใหม่ของจังหวัดชุมพร ... ผมไม่แน่ใจว่า ผู้ว่าฯ, เทศบาล หรือ อบต. กันแน่ ที่เป็นคนพัฒนาที่บริเวณนี้ เปลี่ยนที่เปลี่ยว ๆ อึม ๆ อย่างซอยเปลี่ยวข้างวัด, ป่าช้าเชิงเขา, ศาลเจ้าเงียบ ๆ ให้กลายเป็นจุดชมวิวที่สวยขึ้นหน้าขึ้นตาได้ขนาดนี้ ต้องขอชื่นชมและขอบคุณ เพราะถึงแม้ทางขึ้นจะชันไปหน่อย ป้ายสำหรับถ่ายรูปวุ่นวายไปนิด  แต่มุมที่มองเห็นตัวเมืองปากน้ำชุมพรได้ทั้งเมืองนี่เป็นมุมที่ผมมองได้ไม่เบื่อเลยจริง ๆ

กินกาแฟเสร็จ ผมก็แว๊บพาลูกพาเมียไปแอบดูวัด (วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย) ที่เคยมาบวชเณรภาคฤดูร้อนตอนเด็ก ๆ ฟื้นความจำ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไปตามเรื่อง

กลับจากวัด "พี่โจ" (ลูกชายป้า) ก็พาไปเลี้ยงมื้อเที่ยงอีก ตอนเย็นก็ไปกินอาหารที่หาดทรายรีอีก ... สรุปว่าวันนี้ทั้งวันมีแต่ กิน กิน กิน

วันนี้มีอุบัติเหตุนิดหน่อย จากตอนแรกที่คิดว่าจะพักที่ อช.หมู่เกาะชุมพร แต่เพราะการสื่อสารสับสน ต่างก็จำผิดวัน บัานพักเต็ม ก็เลยต้องระเห็จออกมาพักรีสอร์ทบ้าน ๆ ชื่อ "ทองหลางรีสอร์ท" ที่อ่าวทุ่งมะขามแทน

10/01/2561

วัน by One ┊ชุมพร, เกาะเต่า (วันที่ 1)

 images

ขยายความ เผื่อมีคนอ่านลายมือผมไม่สะดวก ^.~

การไปชุมพรครั้งนี้ เหมือนการกลับบ้านเก่าไปเยี่ยมญาติมากกว่าจะเป็นทริปท่องเที่ยวธรรมดา เริ่มจากที่ผมได้มีโอกาสมางานศพลุงที่ปากน้ำชุมพร ... ได้มาเห็นญาติ ๆ มารวมตัวกันที่วัด ได้กินอาหารอร่อย ๆ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองที่คุ้นเคย ตรงที่ที่เคยเป็นกำแพงวัดกับห้องเย็น (แช่ปลา) ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นพื้นที่เปิดโล่ง คล้าย ๆ สวนสาธารณะริมหาด มองเห็นเกาะมัตโพนได้ง่าย ๆ วิวสวย บรรยากาศน่าเดินเล่น ...ฯลฯ

เห็นแล้วก็นึกถึงลูก อยากอวด อยากชวนเขามาสัมผัสชุมพรบ้าง สัมผัสเมืองที่ผมใช้ชีวิต (ช่วงปิดเทอม) ตอนอายุไล่ ๆ กับเขา ... สัมผัสที่ที่ผมกับแม่ของเขาเคยเที่ยวดำน้ำกันสมัยที่พามาแนะนำตัว ... อยากให้มีประสบการณ์การดำน้ำบ้าง แม้จะเป็นแค่การดำผิวน้ำ (Snorkeling) ก็ยังดี ... และที่สำคัญก็พามาหาญาติฝั่ง ปู่ ๆ ย่า ๆ แล้วเอาอาหารใต้เข้าเส้นเลือดบ้าง น่าจะดี ... คิดได้ดังนี้ก็เลยจัดทริป

ทริปนี้กะว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 วัน ชวนแม่ไปด้วย ขับรถไปชุมพร เยี่ยมป้าแล้วก็รับไปเที่ยวเกาะเต่าด้วยกัน นอนที่เกาะสัก 2 คืน กลับมาชุมพรพักที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรสักคืน แล้วก็ขับรถกลับกรุงเทพฯ

ตอนขับรถ เพิ่งรู้ (สึก) ว่าชุมพรอยู่ใกล้กว่าที่คิด จำได้ว่าสมัยก่อนต้องขับรถข้ามวัน, นั่งรถไฟข้ามคืน แต่เดี๋ยวนี้ขับรถออกจากกรุงเทพฯตอนเช้า จะไปกินข้าวเที่ยงในตัวจังหวัดเลย ก็ทำได้สบาย ๆ ไม่ต้องกระเสือกกระสนอะไร หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็ขับรถวนไปดูทะเล, พาหลานสาวไปหาย่า (ป้าผม), ใช้อภิสิทธิ์กินโจ๊ก, มาม่า, แถมกับข้าวพิเศษ คือปลาหมึกผัดกระเทียมแบบฟรี ๆ ... อิ่มแล้วก็ช่วยป้าเก็บจาน ปิดร้าน เตรียมตัวขึ้นเรือนอนไปเกาะเต่า

ถึงเรือที่ผมขึ้นเรียกว่า "เรือนอน" แต่หน้าที่หลักของเรือประเภทนี้ก็คือขนของ (สินค้าอุปโภคบริโภค) ขนจากฝั่งไปที่เกาะ ขากลับก็รับของจากเกาะกลับมาฝั่ง  พอการท่องเที่ยวเกาะเต่าเริ่มบูม จากที่เคยรับคนบ้าง ก็เป็นหลาย ๆ คนบ้าง ไทยบ้าง, ฝรั่งบ้าง, จีนบ้าง, จนสุดท้ายก็ขายตั๋วเป็นเรื่องเป็นราว กลายเป็นเรือนอนอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ ... สมัยก่อน ลุงอีกคน (ลูกพี่ลูกน้องแม่) ของผม ก็มีกิจการเรือนอนเหมือนกัน สมัยนั้นเรือของลุงเป็นเรือไม้คล้ายเรือประมงขนาดใหญ่ ผู้โดยสารปูเสื่อนอนกันเรียงรายเหมือนปลาแห้ง ทั้งไทยทั้งฝรั่ง ได้อารมณ์ "เรฟูจี" นิด ๆ เสียดายที่ตอนนี้แกเลิกกิจการไปแล้ว ... แต่คิดอีกที นอนบนเรือเฟอร์รี่เหล็กลำใหญ่ มีแอร์ มีเตียง ไม่โคลงเคลงอย่างนี้หนะ ดีแล้ว

มีเรือนอนออกจากท่าเรือที่ท่ายาง ทุก จันทร์-พุธ-ศุกร์ ประมาณห้าทุ่ม ไปถึงเกาะเต่าก็ราว ๆ ตีห้า
'วัน by One' ก็คือการรวบรวมเหตุการณ์ประทับใจเอย อาหารอร่อยเอย อะไรต่อมิอะไรเอย ภายในหนึ่งวัน แล้ววาดบันทึกให้จบในหนึ่งหน้ากระดาษ ... หวังว่าคนอ่านจะรู้สึกสนุกกับวิธีนำเสนอแบบนี้ เพราะคนเขียนสนุกดี