19/05/2563

ลายแทงสิมอีสาน┊3┊วัดมัชฌิมวิทยาราม

ฮูปแต้ม วัดมัชฌิมวิทยาราม (วัดบ้านลาน)

พวกเราออกจากวัดสนวนวารีฯประมาณบ่าย 3 โมง มีฝนโปรยมาเบา ๆ พอดับร้อน ขับรถเรื่อย ๆ สบาย ๆ มาอีก 20 นาทีก็ถึงจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ ‘วัดมัชฌิมวิทยาราม’ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ‘วัดบ้านลาน’ เพราะเป็นวัดประจำตำบลบ้านลาน อำเภอบางไผ่ จังหวัดขอนแก่น

สมชื่อวัดบ้านลาน เมื่อเลี้ยวรถเข้าวัดมา ก็เจอลานซีเมนต์โล่ง กว้างประมาณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าทั่วไป ตรงกลางมีสิมหลังย่อมที่มองเผิน ๆ คล้ายศาลาการเปรียญตั้งอยู่ ข้างสิมมีรถเก๋งสีขาวจอดอยู่ ผมจำได้ รถคันนี้เป็นของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่เจอที่วัดสนวนวารีฯนั่นเอง ... ไอ้เรามัวแต่เอ้อระเหยลอยชายจนมาทีหลัง เข้าไปตอนนี้ก็คงเกะกะรบกวนเขาเปล่าๆ ปล่อยให้หามุมถ่ายรูปกันไปก่อน เราก็ตีซี้หมาวัดรอไป ... ไว้เขาดูเสร็จแล้วค่อยเข้าไปหา RC แบบ Rare Item มาข่มดีกว่า อิ อิ (^_^)v

สิมวัดบ้านลานหลังเล็กพอ ๆ กับสิมวัดสนวนวารีฯ และอาจเป็นฝีมือช่างญวนเหมือนกันด้วย เพราะมีหน้าต่างโค้ง ... ผมเข้าใจว่า สิมหลังนี้ยังคงถูกใช้งาน เพราะได้รับการซ่อมแซมดูแลอย่างดี พื้นปูกระเบื้องใหม่ ข้างในสิมสะอาดสะอ้าน แต่หลังคาใหม่ไม่ค่อยสมส่วน คือนอกจากจะใหญ่เกินตัวแล้วยังต่อปีกนกออกมากว้าง ทำให้ดูเหมือนคนตัวเล็กที่ใส่งอบใบใหญ่มาก ๆ ... ประหลาดขัดตาคนรู้เยอะและยึดติดในรูปแบบศิลปกรรมอย่างผมมาก แต่คงมีประโยชน์ใช้สอยเต็มที่ ... ที่จริงหลังคาใหญ่ ๆ กว้าง ๆ นี่ก็ช่วยกันแดดกันฝนรักษาฮูปแต้มบนผนังได้ดี

ฮูปแต้มมีเฉพาะด้านนอก เป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดก (น่าจะเกี่ยวข้องกับประเพณีบุญผะเหวด) วิธีการเขียนมีการลงสีพื้น มีการเกลี่ยไล่สี เหมือนจิตรกรรมฝาผนังภาคกลาง แต่ก็ยังใช้สีโทนครามน้ำเงิน

สิมวัดบ้านลาน
ซุ้มหน้าต่างโค้ง น่าจะได้อิทธิพลมาจากช่างญวน
ผนังด้านนี้เขียนตอนพระนางมัทรีเข้าป่าไปหาผลไม้ พอจะกลับพระอินทร์แปลงเป็นสัตว์ร้ายมาขวางไม่ให้กลับไปทัน พระเวสสันดรประทานกัณหากับชาลีให้ชูชก ... คิดว่าเพราะเป็นตอนที่ซึ้งกินใจ ช่างแต้มเลยวาดเป็นรูปใหญ่ไว้หลังสิม
สี่สาวน่ารักกำลังตักน้ำ
ตอนเชิญพระเวสสันดรกลับเข้าเมือง

ดูสิมเสร็จแล้ว บรรยากาศหลังฝนตกใหม่ ๆ ฟ้าใส ลมพัดเย็นสบาย ชวนให้เดินเล่น ... ด้านหลังวัดมีโรงเก็บของคล้ายโรงรถยาว ๆ ข้างในมีบั้งไฟและหุ่นรูปสัตว์ต่าง ๆ ทำด้วยวัสดุหาง่าย เช่น กระดาษ, ผ้า, กระสอบและสแลนกรองแสง ท่าทางจะใช้ประดับรถแห่บั้งไฟ ... นึกดูว่าลานกว้าง ๆ แบบนี้ถ้ามีขบานแห่ สีสันจัดเต็มจะดูเพลินขนาดไหน ... คิดว่าถ้ามีโอกาสน่าจะลองมาอยู่ในขบวนบั้งไฟดูสักครั้ง น่าสนุก ٩(^ᴗ^)۶

บั้งไฟ
หุ่นรูปม้า
หุ่นรูปสัตว์ต่างๆ
ถ้ามาดูตอนที่อยู่บนรถขบวนแห่ คงประดับประดาสวยงาม
ดูเสร็จประมาณ 4 โมง ถึงจะจองที่พักเรียบร้อยแล้วแต่อยู่ตรงส่วนไหนของเมืองก็ยังต้องหา ไหนจะข้าวเย็นอีก รีบเข้ามหาสารคามก่อนมืดดีกว่า ... ส่วนเรื่องสิมเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ...
ᕕ( ᐛ )ᕗ

12/05/2563

ลายแทงสิมอีสาน┊2┊วัดสนวนวารีพัฒนาราม

ฮูปแต้ม วัดสนวนวารีพัฒนาราม

เราเดินเล่นในวัดสระบัวแก้วจนเพลิน รู้ตัวอีกทีก็บ่ายโมงกว่าแล้ว ... หิว เลยตกลงกันว่า จะหาอะไรกินระหว่างทาง ... เป้าหมายต่อไปคือ วัดสนวนวารีพัฒนาราม อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น (เพื่อความสะดวก ขอเรียกแบบย่อ ๆ ว่า วัดสนวนวารีฯ นะครับ ^^")

ระหว่างทาง มีจุดที่น่าแวะ 2 ที่ ...

คืออำเภอพล เขา (Google) ว่ามีหม่ำเป็นของขึ้นชื่อ หลายคนคงเคยได้ยิน ‘หม่ำเมืองพล’ ตลอดแนวถนนมิตรภาพที่ผ่านตัวอำเภอ มีเพิงขายหม่ำเรียงรายเต็มไปหมด เรียกว่าเยอะจนเลือกไม่ถูก ... และผมก็เลือกไม่ถูกจริงๆ ความลังเลบวกกับความเชื่อฝังหัวที่ว่า “ร้านริมทางหลวงเขาไว้ขายนักท่องเที่ยว ไม่อร่อย ... ร้อก” ก็เลยข้ามไป

อีกที่คืออำเภอบ้านไผ่  หมูยอกับแหนมยี่ห้อ ‘บ้านไผ่’ ที่เคยกิน น่าจะพอรับประกันความอร่อยได้ เขา (Google อีกแล้ว) บอกว่ามีร้านอาหารอีสานกับร้านบะหมี่น่าสนใจหลายร้านในตัวเมือง แต่เป้าหมายของเราอยู่นอกเมือง ผมไม่อยากขับรถวนไปวนมา สุดท้ายก็มาลงเอยที่ร้านไก่ย่างแม่ผ่องศรี เขา (Google น่ะสิ จะใคร?) ให้คะแนนรีวิวกลางๆ รสชาติอาหารก็กลางๆ คือ บางอย่างอร่อยมาก บางอย่างก็ธรรมด้าธรรมดา แต่โดยรวมแล้วก็ดี ... ที่เลือกร้านนี้เพราะ พอกินเสร็จอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ขับรถออกจากร้านนิดเดียวก็ถึงทางเข้าวัดเลย สะดวกดี

ในสายตาผม วัดสนวนวารีฯดูโอ่อ่ากว่าวัดสระบัวแก้วนิดหน่อย ลานวัดเทปูนกว้างขวาง จะใช้เป็นที่จอดรถบัสทัวร์จีนหรือจัดตลาดนัดก็ทำได้สบายๆ โบสถ์หลังใหม่ใหญ่โตสวยงาม ด้านหลังมีเจดีย์ทรงเดียวกับพระธาตุพนม แต่สิมเก่ากลับมีขนาดเล็กกระทัดรัดน่ารักดี

เพราะได้นายช่างใหญ่เป็นชาวญวน สิมวัดสนวนวารีฯก็เลยมีกลิ่นอายตะวันตกหน่อย ๆ (ยุคโคโลเนียลแบบเวียดนามผสมฝรั่งเศส) เห็นได้จาก ซุ้มประตูหน้าต่างโค้งและลวดลายเครือเถาที่ประดับอยู่ระหว่างซุ้ม  ผมเดาว่าหลังคาเดิมอาจมีตุ๊กตารูปสิงห์หรือมังกรประดับอยู่บนสันหลังคา เหมือนวัดหรือศาลเจ้าแบบเวียดนามก็ได้

ฮูปแต้มด้านนอกเขียนเรื่องสินไซ ลายเส้นดุเดือดสนุกสนานโดยเฉพาะฉากบู๊ ด้านในเขียนเรื่องพระเวสสันดร

สิมวัดสนวนวารีฯ
ทางขึ้นสิมมีพญานาคหน้าตาแปลกๆ คล้ายมังกร เฝ้าอยู่
ลายเครือเถาแบบฝรั่ง?
ด้านนอกสิม บนผนังด้านหลัง และที่ว่างเหนือซุ้มหน้าต่างเขียนเรื่องสินไซ (วัดนี้เรียก สินไชย)
ฉากรบดุเดือดมาก พวกยักษ์โดนตัดหัวขาดกระจุย
ไม่ใช่แค่ยักษ์ งูซวงเองก็โดนตัดหัวตัดตัวขาดเป็นท่อนๆ เหมือนกัน
พระประธานวัดนี้เป็นฝีมือช่างพื้นบ้าน สวยงาม
พระเวสสันดร กัณฑ์ชูชก
มักกะลีผล แบบโจ่งครึ่ม ^^"
รูปเหมือนช่างแต้ม

วัดนี้เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ... มีคนมาดูสิมเหมือนกัน เรามากันสาม เขามาอีกสาม สิมก็หลังเล็กนิดเดียว เลยต้องผลัดกัน ผลัดกันขึ้นผลัดกันลงสิม ผลัดกันไหว้พระ ผลัดกันถ่ายรูป ...

ถ้ามีใครดูอยู่ไกลๆ คงเห็นเหมือนเจ้าหกคนนี้กำลังแข่งเกมส์อะไรกันสักอย่าง อาจจะกำลังหา RC แข่งแรลลี่กันอยู่ก็ได้ เดินวนไปวนมา เลิกลั่ก ถ่ายรูปกันรัว ๆ ... คงตลกพิลิก

06/05/2563

ลายแทงสิมอีสาน┊1┊วัดสระบัวแก้ว

ฮูปแต้ม วัดสระบัวแก้ว

ผมเคยได้ยินนิทานพื้นบ้านที่เล่าเรื่องการผจญภัยสุดพิสดารของ สินไซ ... เคยเห็นรูปโบสถ์หลังเล็ก ๆ น่ารัก ที่ผนังเต็มไปด้วยภาพวาดสีสันสดใส สีคราม สีเขียวเทอร์ควอยซ์ สีเหลือง สีน้ำตาล ผสมผสานกันเป็นธีมสีเฉพาะตัว น่าสนใจ ... เห็นแล้วก็อยากสัมผัสให้มากขึ้น อยากเห็นของจริง อยากลองตระเวนไปตามสถานที่แปลกใหม่ เหมือนเล่นเกมส์ล่าสมบัติ ...

ปิดเทอมโอกาสเหมาะ (ช่วงเดือนตุลาปี 2562) เลยวางแผนตะลอนทัวร์ชมสิมเก่าและฮูปแต้ม ที่ขอนแก่นและมหาสารคาม กะไปให้ทั่ว แล้วกลับมาเขียนเป็นลายแทงให้ตามรอยกัน

ทริปนี้ผมกระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษ ส่วนแม่ลิงกับลูกลิงนั้นเฉย ๆ แต่ก็ต้องเออ ออ ... ใช่สิ คราวที่แล้วพาขึ้นเขาไปแล้วนิ ผลัดกัน (๑˃̵ᴗ˂̵)و

ก่อนเดินทาง สำหรับคนที่ยังมึนๆ กับคำศัพท์บางคำ ก็ขออธิบายไว้ตรงนี้เลย คำแรก ‘สิม’ กร่อนเสียงมาจาก ‘สีมา’ หมายถึงพื้นที่ที่ใช้ทำสังฆกรรม ซึ่งก็คือโบสถ์หรืออุโบสถนั่นเอง ... อีกคำที่อาจจะงงคือ ‘ฮูปแต้ม’ มาจากคำว่า รูปแต้มหรือรูปเขียน เวลาเรียกในสำเนียงอีสานก็จะกลายเป็นฮูปแต้ม ซึ่งหมายถึงจิตรกรรมฝาผนัง ... ส่วนเรื่อง ‘สินไซ’ เป็นนิทานพื้นบ้านที่นิยมกันในประเทศลาวและภาคอีสานของไทย มักถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ กลอนหมอลำ เทศน์แหล่และฮูปแต้ม

จากกรุงเทพฯถึงมหาสารคาม คิดว่าไม่ไกลไม่ต้องรีบ ช่วงเช้ามืดเลยมีเวลาดูแลแมว เทน้ำ เทอาหาร ตุนไว้ให้พอ 3-4 วัน ก่อนฝากบ้านไว้กับพวกมันแล้วออกเดินทาง 7 โมงเช้า ...

วันแรกผมแวะดูสิมที่ขอนแก่นก่อน มีที่น่าสนใจอยู่ 3 วัดใกล้ ๆ กัน ดูครบแล้วค่อยไปนอนในตัวเมืองมหาสารคาม รุ่งขึ้นขับรถวนเที่ยวรอบจังหวัด นอนค้างอีกคืน ส่วนวันที่ 3 ละไว้ให้เป็นวันฟรีสไตล์ (ถ้าเป็นบริษัททัวร์จะเรียกว่า พักผ่อนตามอัธยาศัย) จะหาที่เที่ยวแบบอื่น หรือจะกลับกรุงเทพฯเลย ก็ว่ากันไปแล้วแต่สถานการณ์

ขับรถมาเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เหล่รถสวยคันข้าง ๆ บ้าง เข้าปั้มแวะกินข้าวบ้าง ... ประมาณเที่ยงกว่า ๆ ก็มาถึงจุดหมายแรกของเรา วัดสระบัวแก้ว

วัดสระบัวแก้วเป็นวัดเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ท้ายหมู่บ้าน ชุมชนบ้านวังคูณ อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น และถือว่าซ่อนตัวได้เก่ง เพราะความรู้สึกแรกของผมเมื่อมาถึงคือ “ที่นี่เงียบดีจัง ... เงียบมาก ...” อาจเพราะตอนนี้เลยเพลไปแล้ว ชาวบ้านเอย พระเอย ต่างคนต่างแยกย้าย ... หรือเพราะผมเพิ่งมาจากที่ที่พลุกพล่านมากๆ อย่างกรุงเทพฯเลยยังไม่ชิน ก็ไม่รู้  แต่บรรยากาศแบบนี้ ถ้าหลงมาตอนกลางคืนเนี่ยะ บรื๊อออ ... ตัวใครตัวมัน (;;;*_*)

สิมอยู่ด้านหลัง ลึกจากศาลาการเปรียญเข้าไปหน่อย เลยสิมไปอีกนิดมีสระน้ำขนาดใหญ่ มีบัวหลวงเต็มสระ (ถ้ามาช่วงที่ดอกบัวบานเต็มสระน่าจะสวย) รูปทรงสิมถอดแบบมาจาก สิมวัดบ้านยาง อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม บ้านเดิมของพระครูวิบูลพัฒนานุยุติ (หลวงพ่อผุย) ผู้สร้าง ด้านในสิมมีฮูปแต้มเรื่องพุทธประวัติ กับสินไซ (บางตอน) ผนังด้านนอกเขียนเรื่อง พระลัก-พระลาม (ฉบับลาว) ที่ดำเนินเรื่องแปลกประหลาด (สำหรับผม) มีภาพนรก แทรกด้วยภาพวิถีชีวิตและภาพสัตว์ ... ผมคิดว่าอาจมีนิทานสั้น ๆ เล่าเป็นภาพชุดเล็ก ๆ ด้วยแต่ไม่รู้เป็นเรื่องอะไร ... ช่างแต้มฝีมือดี ใช้สีเก่ง

สิมวัดสระบัวแก้ว
ด้านหน้าสิม จังหวะการใช้สีในฮูปแต้มด้านนี้สวยมาก
สิงห์เฝ้าประตูตัวเมีย มีลูกน้อยด้วย น่ารักแบบหลอนๆ ดี
พระประธานในสิม
ผนังตรงข้ามพระประธานเขียนเรื่องสินไช
ด้านนอก รูปเขียนมีรายละเอียดเยอะกว่า ขบวนสัตว์ป่า มีชีวิตชีวามาก
สระบัวหลังวัด
ตุงขิด ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าบอกว่าน่าจะเป็นของเก่า
แค่วัดแรกก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว ...
ที่วัดสระบัวแก้ว ผมมองเห็นความพยายามที่จะอนุรักษ์สมบัติชิ้นงามของท้องถิ่น  มองเห็นความพยายามเพิ่มมูลค่าด้วยการท่องเที่ยว  ยังอยากเห็นเด็ก ๆ ชาวบ้านวังคูณเที่ยวมาโม้ว่า “น้า ๆ ที่หมู่บ้านผมมีหนังสือนิทานเล่มใหญ่เท่าบ้าน แหนะ” ... และที่อยากเห็นที่สุดตอนนี้ คือ ข้าวเหนียว ส้มตำ ลาบ น้ำตก ... ไก่ย่าง! ใช่ ๆ มาขอนแก่นต้องกินไก่ย่างใช่มั้ย? ... นี่ก็เลยบ่ายแล้ว ไปหาอะไรกินดีกว่า  ♨ ('~`;) ♨


16/08/2562

มองภาพสะท้อน "สยามใหม่" ผ่านศิลปกรรมที่วัดสามแก้ว

อุโบสถวัดเขาสามแก้ว

ผมคุ้นชื่อวัดสามแก้วจากหนังสือเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมหลายเล่ม และมักจะเห็นรูปวาดฝีมือ พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) พร้อมกับคำบรรยายใต้ภาพบอกสถานที่ว่า เป็นที่อุโบสถวัดสามแก้ว เห็นแล้วก็เริ่มสนใจ ยิ่งมารู้ว่าอุโบสถวัดสามแก้วเป็นโบสถ์ทรงแปลก ไม่มีช่อฟ้า ไม่มีใบระกา หลังคาแบน ๆ แล้วยังอยู่ในจังหวัดที่คุ้นเคยอย่างชุมพรอีก ไม่น่าพลาด เลยต้องหาโอกาสลงไปชมให้เห็นกับตา

วัดสามแก้วอยู่บนเนินเขาสามแก้ว ริมทางรถไฟ ก่อนถึงสถานนีชุมพรนิดหน่อย (ในระยะที่เดินถึง แต่เหนื่อยหน่อย) เป็นวัดบรรยากาศดี สงบ ร่มรื่นอารมณ์คล้าย ๆ โรงเรียนหรือสถานที่ราชการ ตามแบบวัดธรรมยุตินิกายทั่วไป ... ในประวัติบอกว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2468 โดยพระธรรมโกษาจารย์ (เซุ่ง อุตตโม) กับหลวงศรีสุพรรณดิฐ (เผียน ชุมวรฐายี) นายอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร พร้อมด้วยชาวบ้าน ได้เริ่มถางป่าอันรกร้างและได้สร้างที่อยู่ชั่วคราวสำหรับพระสงฆ์และสามเณร จัดให้พระสงฆ์ได้อยู่จำพรรษาหลังจากนั้นมีการสร้างอุโบสถ เสนาสนะ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ตามมา

ก่อนจะไปดูโบสถ์ ดูจิตรกรรมฝาผนัง ก็ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า "สยามไหม่" เสียก่อน จะได้เข้าใจที่มาที่ไป

"สยามใหม่" ที่ว่าก็คือค่านิยมที่ชนชั้นนำไทยใช้ผลักดันสังคม ในช่วงปลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ... แนวคิดหลักคือ ฟื้นฟูและนำ "ความเป็นไทย" เข้าสู่ความศิวิไลซ์ให้ไม่น้อยหน้าชาติตะวันตก ความเชื่อจากอดีตตามจารีต เรื่องชาติ ภพ บุญบารมี นรก สวรรค์ ในแบบไตรภูมิถูกมองว่าเป็นเรื่องงมงายล้าสมัย และหันมาให้ความสำคัญกับความเป็นเหตุเป็นผล ตามแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ ... สิ่งเหล่านี้มักสะท้อนให้เห็นได้ ผ่านศิลปะและสถาปัตยกรรมในยุคนั้น

อุโบสถวัดสามแก้วเป็นแบบผสมผสาน รูปทรงคล้ายศาลาการเปรียญที่วัดราชาธิวาสย่อส่วน โครงสร้างทั้งเสาและคาน รวมถึงหลังคาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาแบนราบ ไม่มีหน้าบัน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา เป็นแผ่นคอนกรีตแบน ๆ แล้วก็มีส่วนที่ยื่นออกมาเป็นกันสาด รองรับด้วยคันทวยที่หลังคากันสาดทั้ง 2 ชั้น

ตัวอาคารมีการประดับลวดลายไทย (แบบลดทอนรายละเอียด) ที่กรอบประตูและหน้าต่าง ไม่ใช่ปูนปั้นที่ทำทีละชิ้น แต่เป็นการทำพิมพ์แล้วหล่อชิ้นงานทั้งหมดเหมือน ๆ กัน แล้วเอามาแปะติดที่ตัวอาคาร

บริเวณรอบนอกตัวอาคารสร้างเป็นกำแพงแก้วเตี้ย ๆ ล้อมรอบเป็นรั้ว โดยมีหลักเสมาหิน (ก้อนหินจริง ๆ ไม่มีการแกะสลัก) ล้อมรอบทั้ง 8 ทิศ

อุโบสถวัดเขาสามแก้วด้านหน้า
อุโบสถด้านหน้า
อุโบสถวัดเขาสามแก้วด้านหลัง
ด้านหลัง
ยกใต้ถุนสูงขึ้นมาจากพื้นประมาณ 50 เซนติเมตร
ลวดลายประดับแบบเรียบง่าย และคันทวยรูปหงส์ที่รองรับหลังคา
เสมาที่เป็นก้อนหินแท้ ๆ ฝังไว้บอกเขตสังฆกรรม

เห็นได้ว่ารูปแบบของอุโบสถวัดสามแก้ว เป็นแนวคิดของอาคารสมัยใหม่ที่ลดทอนรายละเอียดและการประดับประดาลง ให้เรียบง่าย มีเท่าที่จำเป็น นอกจากนั้นยังมีการปรับให้เข้ากับภูมิอากาศในประเทศไทยอีก เห็นได้จาก มีกันสาดไว้กันฝน มีใต้ถุน มีช่องลม ไว้กันแมลงรบกวนและระบายความร้อน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้อาจจะมองได้ว่า เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกฝืดเคือง (ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2) เลยต้องสร้างแบบประหยัดและรอบคอบ

สิ่งที่ทำให้แน่ใจว่า พระธรรมโกษาจารย์ (เซ่ง อุตตโม) ต้องการให้อุโบสถนี้เป็นศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความเป็นไทยสมัยใหม่อย่างแน่นอน คือ  ท่านได้ชักชวน พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) ซึ่งถนัดการใช้เทคนิคสีน้ำมันแนวเหมือนจริงแบบตะวันตก มาวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ... สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จากพระพูทธเจ้าที่เป็นรูปสมมุติแสดงความเป็นพุทธะในอุดมคติ ก็กลายเป็นพระพุทธเจ้าในฐานะบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เป็นมนุษย์ธรรมดา มีเลือด มีเนื้อหนังเหมือนเราท่านทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องใหม่

แต่อย่างไรก็ตามการจัดองค์ประกอบและลำดับของภาพก็ยังแบ่งเป็น 3 ชั้น ตามแบบประเพณีนิยม  ด้านบนสุดเป็นท้องฟ้า เทวดาและนางฟ้า  ถัดลงมาเป็นเทพชุมนุม มีเทพแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นที่อื่น ซึ่งผมเข้าใจว่ามาจากพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6  ทั้งนั้น เช่น ปรศุราม, นรสิงห์ ฯลฯ  ด้านล่างระหว่างช่องหน้าต่างและบานประตูวาดเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเนื้อเรื่องที่มาจากบทพาหุง (พุทธชัยมงคล 8) พื้นที่บนเพดาน ถูกวาดด้วยลวดลายดาวเพดานตามคติประเพณี ส่วนพื้นที่บริเวณโครงสร้างเสาและคานตกแต่งด้วยลายไทย

พระพุทธเจ้า แบบมีเนื้อมีหนัง
ภานในอุโบสถ เห็นได้ว่า แบ่งภาพเขียนเป็น 3 ชั้น
ภาพเทพชุมนุม เป็นเทพในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 แทบทั้งนั้น

บทพาหุง หรือ พระพุทธชัยมงคลคาถา เรียกอีกอย่างว่า "คำถวายพรพระ" นอกจากจะใช้สวดสรรเสริญชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่อหมู่มาร แล้วยังเป็นบทสวดเกี่ยวกับชัยชนะเพื่อถวายพระพรแด่พระเจ้าอยู่หัวให้ทรงชนะศึกอีกด้วย

จากบันทึกที่เขียนไว้บนผนังหลังพระประธานกล่าวว่าภาพจิตรกรรมที่วาดขึ้นโดยพระยาอนุศาสน์จิตรกรนี้ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ภายหลังจากพระองค์ได้ทรงเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2468 ความว่า

“มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) รับช่วยพระวโรดม แต่เมื่อยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมโกษา จารย์ เขียนภาพนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2471 ลงมือร่างและเขียนด้วยความพยายาม มิได้คิดถึงความยากลำบาก เมื่อ มีธุระจำเป็นก็กลับกรุงเทพฯ ครั้นยามว่างจึงออกมาเขียน ถึงเดือนสิงหาคม 2473 การเขียนภาพจึงแล้วบริบูรณ์ และมิได้ คิดมูลค่า เพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา อุทิศถวายแด่สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”

ภาพจิตรกรรมที่แสดงเนื้อเรื่องบทพาหุงในอุโบสถวัดสามแก้วส่วนหนึ่ง (ที่เหลือให้ไปตามดูเอาเอง เอ้ย!... จริง ๆ แล้วถ่ายมาไม่ครบหนะครับ เพราะตอนที่ไปยังไม่แน่ใจเรื่องคาถาพาหุง แหะ ๆ ^^")

ภาพพระแม่ธรณี ฝีมือพระยาอนุศาสน์จิตรกร
ตอน พระแม่ธรณีขับไล่พญามาร
ตอน พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์
ตอน โปรดช้างนาฬาคีรี
ตอน ชนะนางจิญจมาณวิกา
ตอน พระพุทธเจ้าทรงชนะสัจจกนิครนถ์
ภาพพระโมคัลลานะปราบนันโทปนันทนาคราช ผีมือพระยาอนุศาสน์จิตรกร
ตอน พระโมคัลลานะปราบนันโทปนันทนาคราช
ตอน โปรดท้าวพกาพรหม

ที่เหลือคือภาพพุทธประวัติตอนอื่น ๆ เช่น ตอนบำเพ็ญทุกข์กิริยา, ตอนรับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา,  ตอนแสดงธรรมแก่ปัจจวัคคีย์, ตอนทรงชนะธิดาพญามาร เป็นต้น นอกจากพุทธประวัติแล้วก็มีนิทานอีสปแทรกอยู่ตามช่องเล็ก ๆ (เอามาให้ดูพอเป็นน้ำจิ้มนะครับ)

ตอนแสดงธรรมแก่ปัจจวัคคีย์
ภาพพระพระพุทธเจ้าผจญธิดาพญามาร
ตอนทรงชนะธิดาพญามาร
ธิดาพญามาร ขาวอวบน่าหลงไหลไม่ใช่น้อย อิอิ
ท้าวพกาพรหมยามหมดอาลัยตายอยาก (ถ้าไม่เชี่ยวชาญเรื่อง Anatomy ก็คงวาดคนนั่งท่านี้ลำบาก)
ผมชอบความสงบร่มรื่นของวัดสามแก้วนี้ ชอบความผสมผสานของศิลปกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ชอบที่มันยังไม่กลมกลืนกันดี มองเห็นที่มาของแนวคิดได้ชัดเจน เหมือนกับข้าวยำที่ยังไม่ได้คลุก หน้าตาดีดูสนุกกว่าอันที่คลุกแล้วเป็นไหน ๆ ; )