แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิมอีสาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิมอีสาน แสดงบทความทั้งหมด

18/06/2563

ลายแทงสิมอีสาน┊6┊วัดยางทวงวราราม

ฮูปแต้ม วัดยางทวงวราราม (วัดบ้านยาง)

คงเป็นเรื่องแปลก ถ้ามาถึง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม แล้วไม่แวะนมัสการพระธาตุนาดูน ... ที่แปลกกว่าคือ แทนที่จะมาตอนเช้า แดดอ่อน ๆ หรือบ่ายแก่ ๆ รอให้แดดร่มลมตกก่อน เรากลับกล้าท้าทายพระอาทิตย์ มาซะเที่ยง ... ที่แปลกที่สุดคือ ถึงแม้จะเป็นช่วงพระอาทิตย์ตรงหัว แดดเปรี้ยง ลานรอบเจดีย์ร้อนระอุระดับกระทะเทปัน แต่พุทธศาสนิกชนผู้ไม่กลัวแดดก็ยังหลั่งไหลมานมัสการพระธาตุ มากมาย ไม่ขาดสาย

จากวัดโพธารามผมแวะไหว้พระธาตุนาดูน โดยหวังว่าไหว้เสร็จแล้วอาจเข้าพิพิธภัณฑ์ดูโน่น ดูนี่ ใช้เวลานานสักหน่อย เพราะรอบ ๆ บริเวณพระธาตุมีที่น่าสนใจหลายที่ แต่แดดเที่ยงวันแรงจนท้อ ลูกลิงก็เริ่มป่วยเพราะโดนแดดแรง ๆ สะสมมาตั้งแต่เช้า เลยตัดสินใจรีบไหว้แล้วขึ้นรถ แวะกินอาหารตามสั่ง ง่าย ๆ แต่อร่อยที่ครัวนาดูน หายเหนื่อยแล้วเดินทางต่อเลย

เป้าหมายสุดท้ายของเราคือ ‘สิมวัดยางทวงวราราม’ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “วัดบ้านยาง” วัดที่เป็นต้นแบบในการสร้างสิมให้วัดสระบัวแก้ว ที่ผมเอามาเล่าไว้ตอนแรกนั้นแหละครับ

จากอำเภอนาดูนถึงวัดบ้านยาง อำเภอบอรือ จะผ่านสถานที่น่าสนใจ น่าแวะ หลายที่ ... เคยเห็นในรายการโทรทัศน์ว่าที่บ้านหนองโนใต้ มีคณะ ‘หมอลำหุ่น’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากฮูปแต้มบนสิม เอาวัสดุพื้นบ้านอย่างกระติ๊บไปทำหุ่นให้เด็กนักเรียนเชิด เล่นเรื่องสินไซย (อยากดูมาก) ... แต่ผมคงมาผิดเวลา ขับรถผ่านไม่เห็นป้ายหรืออะไรที่เป็นสัญลักษณ์ว่ามีคณะหมอลำหุ่นอยู่เลย ก็เลยข้ามไป ... อีกที่เป็นปราสาทขอมหลังเล็ก ๆ ชื่อว่า ‘ปรางค์กู่บัวมาศ’ แต่ทริปนี้ไม่ได้เกี่ยวกับปราสาทหิน ก็เลยข้ามไปอีก

สิมวัดหนองขาม
สิมด้านหน้า
สิงห์หน้าประตูทางเข้า หน้าตาเหมือนหมาพันธุ์คอลลี่

ที่ผมแวะคือ วัดหนองขาม เป็นวัดเงียบ ๆ สิมเก่าได้รับการบูรณะแล้วตั้งอยู่โดด ๆ มีป้ายบอกประวัติของกรมศิลป์ฯ รู้สึกเหมือนโบราณสถานมากกว่า ไม่มีฮูปแต้ม มีแค่สีครามทาเน้นตามขอบหน้าต่าง แต่รูปทรงสไตล์โคโลเนียลของสิมสมบูรณ์สวยดี

พอใกล้ถึง วัดบ้านยาง วิวข้างทางก็เปลี่ยนจากทุ่งนาเขียวชอุ่มเป็นป่าใหญ่ต้นไม้ครึ้ม เลยป่ามาก็ถึงวัด เป็นวัดแบบที่ ‘วัด’ ควรจะเป็น คือ เงียบสงบเย็นสบายแต่ไม่เปลี่ยว สิมสวย รู้สึกว่าเป็นสิมเดียวที่ยังถูกใช้งานอย่างสม่ำเสมอ สะอาด เรียบร้อย พระเยอะเณรก็เยอะ

สิมวัดบ้านยาง
ทางเข้าสิม เหมือนวัดสระบัวแก้วเป๊ะ ๆ เพียงแต่สิงห์วัดนี้ไม่มีลูก
ด้านในสิม

ฮูปแต้มใช้สีโทนเดียวหนักไปทางคราม เขียนเรื่อง พุทธประวัติ พระเวสสันดรชาดก นิทานชาดก นิทานพื้นบ้านหลายเรื่องปนๆ กันไป ... ช่างเขียนฝีมือดีมาก ลายเส้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นรูปสัตว์ เก็บรายละเอียดได้ครบถ้วนรวมถึงสายพันธุ์ เรียกว่าให้นักชีววิทยามาดูก็รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไรไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะภาพนก

ฮูปแต้มที่ผนังช่องหนึ่ง วางจังหวะสวยดี
วงดนตรีแบบชาวบ้านยาง
ช่างแต้มท่าทางจะชอบสัตว์มาก แทรกรูปสัตว์ต่าง ๆ ไว้เต็มผนัง
รูปนกนานาชนิด
ภาพนี้อยู่เหนือประตูทางเข้าสิม มาจากนิทานเรื่องอะไรไม่แน่ใจ แต่คุ้นมาก
เพิ่งรู้ว่า สมัยก่อนเขาล่าช้างแล้วเอาคานหามกันอย่างนี้ก็ได้ แถมเอาแมวถ่วงไว้อีกด้านก็ได้อีก ... แมวอ้วนแท้ ๆ
ใครเคยอ่าน ‘เจ้าชายน้อย’ คงคุ้นรูปคล้ายหมวกที่เขาอธิบายว่าเป็น รูปงูเหลือมกินช้างเข้าไปทั้งตัว ... แต่นั่นเพราะคนแต่งเป็นชาวฝรั่งเศส ไม่คุ้นกับทั้งงูและช้าง ... ที่จริงต้องประมาณนี้ ฮ่าฮ่า

ดูเสร็จแล้วประมาณบ่าย 3 โมง จากวัดบ้านยางไปออกอำเภอบรบือได้ไม่ยาก แล้วจากบรบือก็ใช้ทางหลวงหมายเลข 23 กลับมหาสารคามได้เลย ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา ถึงมหาสารคามแล้วก็ พักผ่อนตามอัธยาศัยตัวใครตัวมัน พรุ่งนี้ค่อยกลับกรุงเทพฯ เป็นอันปิดทริป ลายแทงสิมอีสาน แค่นี้ (´∀`)

เอาจริง ๆ ผมคิดว่า ทริปแบบนี้ 2 วัน 6 วัด นี่แน่นไปนิดรีบไปหน่อย แถมมารู้ตอนหลัง (ตอนเขียน Blog) ว่าพลาดไปอีกหลายสิมเลย ความจริงถ้าจะให้ครบถ้วนกระบวนความของงานจิตรกรรมฝาผนังแบบพื้นบ้านอีสาน ควรเพิ่มสิมในจังหวัดร้อยเอ็ดเข้าไปด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร ยกไปไว้คราวหน้าได้ ... เพราะมีคราวหน้าแน่ ๆ

05/06/2563

ลายแทงสิมอีสาน┊5┊วัดโพธาราม

จากวัดป่าเลไลย์ ผมเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ ข้างวัด ผ่านด้านหลังชุมชนบ้านดงบัง ไปตามป้ายสถานที่น่าสนใจที่ติดไว้หน้าวัด อยากรู้จัง ว่าไอ้ “ชุมทางกระรอกป่า” นี่มันจะเป็นอย่างไร ตั้งใจว่า ถ้าเจอศาลก็จะจอดรถไหว้ ถ้าเจอต้นไม้ใหญ่ก็จะลงไปถ่ายรูป

ขับลึกเข้ามาเรื่อย ๆ เห็นต้นไม้ครึ้มข้างทาง มีดงไผ่ ดงวัชพืชสลับกับบ้านคน สวนคร้วและก็คอกควาย ... คิดในใจว่าต้องเจอศาล อีกเดี๋ยวต้องเจอกระรอก รก ๆ อย่างนี้น่าจะมีตัวอะไรบ้างล่ะ ... แต่ก็ไม่เจออะไรสักอย่าง ... รู้สึกเหมือนอยู่ในเขาวงกต แต่ไม่กลัว ถ้าหลงก็แค่ขับย้อนกลับ ... ขับต่อตามทางมาเรื่อย ๆ สักพัก ก็มาโผล่ที่หน้าวัดโพธาราม พอดี ... เอ๋!? (゚д゚;)

สิมวัดโพธาราม
ตรงสันหลังคาทำเป็นรูปพญานาค
นาคเฝ้าทางเข้าสิม
ถ่ายให้ดูความสูง

สิมวัดโพธารามรูปทรงคล้ายสิมวัดป่าเลไลย์ แต่ใหญ่กว่า 2 เท่า ตัวสิมตั้งอยู่บนฐาน 2 ชั้น สูงรวมกันท่วมหัวร่วม 2 เมตร หลังคามุงกระเบื่องรองด้วยเมทัลชีทต่อปีกนกกว้างคลุมทั่วบริเวณสิม ตรงทางเข้ามีบันไดสูง ราวบันไดทำเป็นรูปพญานาคตัวใหญ่ 2 ตัวเฝ้าอยู่ น่าเกรงขามมาก สุดบันไดมีป้ายเขียนว่า “ผู้หญิงห้ามขึ้น” ตามธรรมเนียมอีสาน ... สมัยนี้สมัยที่คนเราชอบหาเรื่องกัน อาจมีคนมองเรื่องนี้เป็นการเหยียดเพศ แต่ผมคิดว่ากรณีนี้เหตุผลหลักน่าจะเป็นเรื่องการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยมากกว่า

ถ้ามองอีกมุม ธรรมเนียมแบบนี้ก็เป็นเหตุให้เรามีฮูปแต้มที่กำแพงด้านนอกสิม ซึ่งนอกจากจะเป็นเครื่องช่วยอธิบายให้ญาติโยมผู้หญิงเข้าใจหลักธรรมคำสอน แล้วยังเหลือไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของชาวอีสานอีกด้วย

ฮูปแต้มวัดโพธาราม มีเนื้อหาหลายเรื่องปนกัน พระเวสสันดร พระพุทธประวัติ พระป่าเลไลยก์ รามสูร-เมขลา และเรื่องสินไชย เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ อาจารย์ซาลาย และนายสิงห์ วงศ์วาด ทั้งคู่เป็นชาวบ้านดงบัง แต่ผมคิดว่า ใครคนใดคนหนึ่งหรืออาจจะทั้งคู่ ต้องเคยเข้าเมืองหลวงแน่ ๆ หรือไม่ก็มีโอกาสได้เรียนรู้ศิลปะจากหลาย ๆ ที่ เห็นได้จากหน้าประตูทางเข้าสิมมีรูป ‘กระซิบรัก’ แบบเดียวกับที่วัดภูมินทร์ที่น่าน และยังมีรูป พระแม่ธรณีบีบมวยผมที่ดูคล้ายศิลปะแบบทางภาคกลางอีกด้วย

ซุ้มหน้าต่างเป็นช่องสี่เหลี่ยมแคบๆ ธรรมดา
ภาพกระซิบ คล้ายภาพที่วัดภูมินทร์ จ. น่าน
ช่างแต้มมีฝีมือขนานไหนดูได้จากรูปช้าง
พระแม่ธรณีในซุ้มลายกนก สัดส่วนสวยเหมือนทางภาคกลาง
ราหู และชูชก
ศาลาการเปรียญฝีมือช่างญวน
สัตว์ประหลาด ... ประหลาดมั้ยล่ะ
หอไตรกลางน้ำหน้าวัด

นอกจากสิมและฮูปแต้มแล้ว วัดโพธารามยังมีสถานที่น่าสนใจอีก 2 ที่ คือศาลาการเปรียญหลังใหญ่ฝีมือช่างญวน ที่อยู่ข้าง ๆ สิม รูปแบบสถาปัตยกรรมสวยงามแปลกตา มีลายปูนปั้นรูปสัตว์ประหลาด (ประหลาดจริงๆ ) อยู่ที่ซุ้มหน้าต่าง  อีกที่คือหอไตรกลางน้ำที่หน้าวัด อันที่จริงหอไตรนี้คือสิมน้ำหลังเก่า บรรยากาศดีถ่ายรูปแล้วเหมือนย้อนเวลาเลย

อิ่มตาอิ่มใจกับศิลปกรรมสวยๆ แล้ว ก็ถึงเวลาเติมอย่างอื่นให้ ‘อิ่ม’ บ้าง ... คิดแล้วก็รีบขึ้นรถ ไปหาอะไรกินในตัวอำเภอนาดูน พออิ่มท้องแล้วจะเข้าไปไหว้พระธาตุนาดูน ให้อิ่มบุญกันไป ... สบายใจสามอิ่ม
(๑˃̵ᴗ˂̵)و

29/05/2563

ลายแทงสิมอีสาน┊4┊วัดป่าเลไลย์

ฮูปแต้ม วัดป่าเลไลย์ และสะพานไม้แกดำ

ในความคิดผม (ผู้ซึ่ง เพิ่งมานอนค้างได้แค่คืนเดียว ^^") มหาสารคามเป็นเมืองขนาดกลาง ๆ ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ แต่มีคนอยู่เยอะ เต็มไปด้วยร้านบุฟเฟต์หมูกระทะ จิ้มจุ่ม เหมาะสำหรับคนเพื่อนเยอะ พวกมาก อย่างพวกนักศึกษา ... ขนาดโรงแรมที่ผมพักยังให้ความรู้สึกคล้ายนอนหอพักเลย แต่ก็นอนสบายดี

ตื่นเช้ากินมินิบาร์รองท้องแล้วก็ออกเดินทางได้ วันนี้กะจะเที่ยวให้รอบจังหวัดเลย 
(^_^)v

ที่แรกที่แวะเที่ยวคือสะพานไม้แกดำ

คิดว่าเช้า ๆ อากาศดี ฟ้าใส การชมนกดูแมลง แอ็คท่าถ่ายรูปกับสะพานไม้สวยๆ จะช่วยแก้เลี่ยนสิมได้ ... ซึ่งก็จริง เราใช้เวลาเดินไปเดินมาบนสะพานไม้เก่า ๆ ยาว 500 เมตร ชั่วโมงกว่า ... แดดอ่อน ๆ ค่อย ๆ แรงกล้าขึ้น รู้ตัวอีกทีก็ทนเดินไม่ไหวแล้ว ต้องยอมแพ้มุ่งหน้าสู่ บ้านดงบัง อำเภอนาดูน

ที่บ้านดงบังมีวัดที่มีฮูปแต้มอยู่ 2 วัดใกล้กัน ผมเลือกไปวัดป่าเลไลย์ก่อน คิดว่าขากลับสามารถแวะวัดโพธารามได้เลยไม่ต้องวนไปวนมา

ทันทีที่เลี้ยวเข้ามาในวัดป่าเลไลย์ก็เห็นสิมทึบแบบอีสานแท้ ๆ ตั้งอยู่ที่โล่งด้านซ้ายมือ รอบบริเวณมีการจัดภูมิทัศน์ สะอาดเรียบร้อยดี รู้เลยว่ากรมศิลป์ฯมาบูรณะให้ เพราะมันดู 'พิพิธภั้ณฑ์-พิพิธภัณฑ์' ลานรอบสิมปูกระเบื้องดินเผา แถมเว้นช่องว่างก่อนจะถึงตัวสิม ป้องกันไม่ให้โครงสร้างเดิมถูกรบกวน หลังคาทำใหม่แต่มุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบเดียวกับที่ใช้ในอุทยานประวัติศาสตร์ ไม่ใช่สังกะสีหรือแผ่นเมทัลชีทแบบที่ใช้กันทั่วไป ดูดีเข้ากับสิมเก่า ... การบูรณะเป็นระเบียบแบบแผนกว่าสิมที่วัดบ้านลานเมื่อตอนที่แล้วเยอะเลย

สิมวัดป่าเลไลย์
ช่องว่างระหว่าตัวสิมกับระเบียงใหม่
วงกบไม้แกะสลัก
ซุ้มหน้าต่างเป็นช่องแคบๆ น่ารักดี
งูปลอมที่ขื่อเอาไว้ไล่นก แต่ ไม่แน่ใจว่านกกลัวหรือเปล่า? ที่แน่ๆ คนเห็นแล้วสะดุ้ง

ถ้าถามว่าอย่างไหนดีกว่ากัน ก็ตอบแบบฟันธงไม่ได้หรอก ... ให้กรมศิลป์ฯบูรณะก็ดูเรียบร้อยดี แต่ปล่อยให้ชุมชนบูรณะก็เห็นวิถีชีวิตดูสนุกไปอีกแบบ ... สรุป ผมว่ามีหลาย ๆ แบบไว้ก่อนดีกว่า

สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายก (เพราะอะไรไม่รู้) รัฐบาลมีนโยบายให้วัดทั้งหมดทั่วประเทศ สร้างโบสถ์หรือสิมในรูปแบบเดียวกันให้เลือก 3 แบบ ก, ข และ ค ... หลังจากนั้นก็ไม่มีการสร้างสิมพื้นบ้านอีกเลย ... แห้งแล้งชะมัด

ฮูปแต้มผนังใหญ่เรื่องพระเวสสันดร
พระประทานในสิม
เพิ่งรู้ว่าสมัยก่อนเราขี่จระเข้ไปรบก็ได้?
งูสู้กับพังพอน ดุเดือด
คนป่า ? ผีป่า ? หรือตัวอะไรก็ไม่รู้

กลับมาเรื่องของเราต่อดีกว่า ฮูปแต้มเป็นฝีมือของ นายสิงห์ วงศ์วาด เป็นช่างพื้นบ้านแต่ฝีมือชั้นครู รับเขียนฮูปแต้มให้วัดที่บ้านดงบังทั้ง 2 วัด เริ่มจากวัดโพธารามแล้วมาต่อที่วัดป่าเลไลย์นี้ แต่ยังไม่ทันเขียนเสร็จดีก็มีปัญหากับผู้ว่าจ้างก็เลยเลิกทำ (ผมคิดว่าฮูปแต้มด้านในสิมน่าจะเป็นฝีมือของคนอื่น) ใช้สีครามที่ค่อนไปทางม่วงตัดกับเพื้นสีครีมเปลือกไข่เป็นเอกลักษณ์ ด้านนอกเขียนเรื่อง พระลัก-พระลาม (ฉบับลาว) กับพระเวสสันดรชาดก ส่วนด้านในเขียนเรื่องพุทธประวัติ

ดูเสร็จ ก่อนออกจากวัดเห็นป้ายบอกสถานที่น่าสนใจในชุมชน เช่น ชุมทางกระรอกป่า, ศาลปู่ (จำชื่อไม่ได้) ฯลฯ ... ก็เลยลองขับไปตามป้าย

19/05/2563

ลายแทงสิมอีสาน┊3┊วัดมัชฌิมวิทยาราม

ฮูปแต้ม วัดมัชฌิมวิทยาราม (วัดบ้านลาน)

พวกเราออกจากวัดสนวนวารีฯประมาณบ่าย 3 โมง มีฝนโปรยมาเบา ๆ พอดับร้อน ขับรถเรื่อย ๆ สบาย ๆ มาอีก 20 นาทีก็ถึงจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ ‘วัดมัชฌิมวิทยาราม’ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ‘วัดบ้านลาน’ เพราะเป็นวัดประจำตำบลบ้านลาน อำเภอบางไผ่ จังหวัดขอนแก่น

สมชื่อวัดบ้านลาน เมื่อเลี้ยวรถเข้าวัดมา ก็เจอลานซีเมนต์โล่ง กว้างประมาณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าทั่วไป ตรงกลางมีสิมหลังย่อมที่มองเผิน ๆ คล้ายศาลาการเปรียญตั้งอยู่ ข้างสิมมีรถเก๋งสีขาวจอดอยู่ ผมจำได้ รถคันนี้เป็นของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่เจอที่วัดสนวนวารีฯนั่นเอง ... ไอ้เรามัวแต่เอ้อระเหยลอยชายจนมาทีหลัง เข้าไปตอนนี้ก็คงเกะกะรบกวนเขาเปล่าๆ ปล่อยให้หามุมถ่ายรูปกันไปก่อน เราก็ตีซี้หมาวัดรอไป ... ไว้เขาดูเสร็จแล้วค่อยเข้าไปหา RC แบบ Rare Item มาข่มดีกว่า อิ อิ (^_^)v

สิมวัดบ้านลานหลังเล็กพอ ๆ กับสิมวัดสนวนวารีฯ และอาจเป็นฝีมือช่างญวนเหมือนกันด้วย เพราะมีหน้าต่างโค้ง ... ผมเข้าใจว่า สิมหลังนี้ยังคงถูกใช้งาน เพราะได้รับการซ่อมแซมดูแลอย่างดี พื้นปูกระเบื้องใหม่ ข้างในสิมสะอาดสะอ้าน แต่หลังคาใหม่ไม่ค่อยสมส่วน คือนอกจากจะใหญ่เกินตัวแล้วยังต่อปีกนกออกมากว้าง ทำให้ดูเหมือนคนตัวเล็กที่ใส่งอบใบใหญ่มาก ๆ ... ประหลาดขัดตาคนรู้เยอะและยึดติดในรูปแบบศิลปกรรมอย่างผมมาก แต่คงมีประโยชน์ใช้สอยเต็มที่ ... ที่จริงหลังคาใหญ่ ๆ กว้าง ๆ นี่ก็ช่วยกันแดดกันฝนรักษาฮูปแต้มบนผนังได้ดี

ฮูปแต้มมีเฉพาะด้านนอก เป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดก (น่าจะเกี่ยวข้องกับประเพณีบุญผะเหวด) วิธีการเขียนมีการลงสีพื้น มีการเกลี่ยไล่สี เหมือนจิตรกรรมฝาผนังภาคกลาง แต่ก็ยังใช้สีโทนครามน้ำเงิน

สิมวัดบ้านลาน
ซุ้มหน้าต่างโค้ง น่าจะได้อิทธิพลมาจากช่างญวน
ผนังด้านนี้เขียนตอนพระนางมัทรีเข้าป่าไปหาผลไม้ พอจะกลับพระอินทร์แปลงเป็นสัตว์ร้ายมาขวางไม่ให้กลับไปทัน พระเวสสันดรประทานกัณหากับชาลีให้ชูชก ... คิดว่าเพราะเป็นตอนที่ซึ้งกินใจ ช่างแต้มเลยวาดเป็นรูปใหญ่ไว้หลังสิม
สี่สาวน่ารักกำลังตักน้ำ
ตอนเชิญพระเวสสันดรกลับเข้าเมือง

ดูสิมเสร็จแล้ว บรรยากาศหลังฝนตกใหม่ ๆ ฟ้าใส ลมพัดเย็นสบาย ชวนให้เดินเล่น ... ด้านหลังวัดมีโรงเก็บของคล้ายโรงรถยาว ๆ ข้างในมีบั้งไฟและหุ่นรูปสัตว์ต่าง ๆ ทำด้วยวัสดุหาง่าย เช่น กระดาษ, ผ้า, กระสอบและสแลนกรองแสง ท่าทางจะใช้ประดับรถแห่บั้งไฟ ... นึกดูว่าลานกว้าง ๆ แบบนี้ถ้ามีขบานแห่ สีสันจัดเต็มจะดูเพลินขนาดไหน ... คิดว่าถ้ามีโอกาสน่าจะลองมาอยู่ในขบวนบั้งไฟดูสักครั้ง น่าสนุก ٩(^ᴗ^)۶

บั้งไฟ
หุ่นรูปม้า
หุ่นรูปสัตว์ต่างๆ
ถ้ามาดูตอนที่อยู่บนรถขบวนแห่ คงประดับประดาสวยงาม
ดูเสร็จประมาณ 4 โมง ถึงจะจองที่พักเรียบร้อยแล้วแต่อยู่ตรงส่วนไหนของเมืองก็ยังต้องหา ไหนจะข้าวเย็นอีก รีบเข้ามหาสารคามก่อนมืดดีกว่า ... ส่วนเรื่องสิมเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ...
ᕕ( ᐛ )ᕗ