27/02/2562

วัน by One ┊ภูหินร่องกล้า และพื้นที่ใกล้เคียง (วันที่ 2)

ทางเดินศึกษาธรรมชาติ ลานหินปุ่ม ผาชูธง

ตื่นมาตอนเช้าอากาศเย็นกำลังดี เลยชวนแม่ลิง ลูกลิง ไปเดินเล่นรับความสดชื่นที่ลานจอด ฮ. หน้าที่กางเต้นท์ เดินไปยังไม่ทันจะถึงดีก็มีหมาไม่ได้รับเชิญตามมาด้วย ที่แท้เจ้าชิบะนั่นเอง ทำเนียนเหมือนกับว่าจะกลายเป็นหมาของบ้านเราไปแล้ว 

คนเดินชมดอกไม้ใบหญ้าไป หมาก็เดินดมนู่นดมนี่ ไล่นก ไล่กระรอก ไปตามเรื่อง พอเริ่มได้เหงื่อก็กลับที่พัก มากินเสบียงกัน หาอะไรแบ่งให้เจ้าชิบะมันบ้าง เป็นการตอบแทนอัธยาศัยอันดีงาม (แต่กั้กพวกแฮมไว้กินต่ออีกวัน อิอิ) อาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวไปลานหินปุ่มผาชูธง ... ᕕ( ᐛ )ᕗ

ที่ลานหินปุ่มรู้สึกคึกคักกว่าที่ลานหินแตกเมื่อวานหน่อย มีนั้กท่องเที่ยวมากันหลายคณะ แต่เดินไปไม่นานก็เหลือแต่พวกเรากับครอบครัวม้งเดินกันอยู่ 2 กลุ่ม เป็นหนุ่มสาว 2 คู่ แม่เฒ่ากับเด็กเล็กอีกอย่างละคน (เงียบ ๆ ยิ้มยากแต่เป็นมิตรดี เดินด้วยแล้วสบายใจ) น่าจะมาจาก 'บ้านร่องกล้า' หมู่บ้านม้งตรงทางไปภูลมโลใกล้ ๆ นี้

จะว่าไปก็นึกอิจฉาคนที่มีบ้านแถวนี้จริง ๆ อากาศก็ดี ซ้ำยังมีที่สวย ๆ ให้เดินเล่นอีก

กลับมากินข้าวเที่ยงที่ร้านข้างที่ทำการ อช.  ... กินไปก็นึกถึงเจ้าชิบะไป คิดว่าเมื่อเช้าให้ค่าจ้างเดินเล่นมันน้อยไปหน่อย เลยสั่งไก่ทอดมากินเหลือ ๆ ถ้าเจอจะเอาไปฝากมัน

ออกจากร้านยังไม่ทันจะไปตามหาที่ไหน เจ้าชิบะก็มุดออกมาจากใต้ท้องรถ (เราเอง) เดินกระดิกหางมาให้เราป้อนไก่ทอดอย่างสบายใจ ᵔᴥᵔ

ตอนบ่ายแก่ ๆ ขับรถไปดูภูทับเบิก เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่ามีบางช่วงถนนเสียหายเพราะดินถล่ม คนไม่ชำนาญทางไม่ควรผ่าน เลยไปดูให้เห็นกับตา เพราะถ้าจริง จะได้เลิกล้มแผนที่จะลงเขาทางด้านนี้ไปเที่ยวหล่มเก่า แล้วเปลี่ยนไปหาที่เที่ยวอื่นที่ง่าย ๆ แทน

ถึงภูทับเบิก มองจากจุดชมวิวเห็นทางลงเขาคดเคี้ยวอย่างกับลำไส้เล็ก แล้วก็ถอดใจ ต่อให้ทางไม่เสีย ผมก็ไม่คิดจะนั่งขับรถตัวเกร็งลงทางแบบนี้หรอกครับ มีกี่โค้งก็ไม่รู้ แต่มองจนสุดสายตาก็ยังหักศอกอยู่เลย ... ว่าแล้วก็ได้แต่แอ็คท่าถ่ายรูปแล้วก็ซื้อผัก ซื้อมัน กลับไปกินที่บ้านพัก ... ดีกว่า

25/02/2562

วัน by One ┊ภูหินร่องกล้า และพื้นที่ใกล้เคียง (วันที่ 1)

ดูดอกไม้ป่าที่ลานหินแตก

ทริปนี้เป็นการพาลูกเที่ยวส่งท้ายปิดเทอมครับ ต้นเดือนตุลาคมช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดี  ตอนแรกตัวผมเองตั้งใจว่าจะลองนั่งรถไฟไปกินหมูย่างที่ตรัง หรือไม่ก็ขับรถตระเวนดูฮูปแต้มตามสิมเก่า ๆ แกล้มไก่ย่างที่อีสาน ... แต่บังเอิญ 'โรคคิดถึงภูเขา' ของแม่ลิงกำเริบ หวยก็เลยไปออกที่ การไปดูดอกไม้ดอกหญ้าและสัมผัสอากาศเย็น ๆ ที่ ภูหินร่องกล้าแทน ... ( ᐛ )و

วางแผนคร่าว ๆ ไว้ว่าจะขึ้นภูไปนอนค้างในบ้านพักสักสองคืน พอวันที่สามก็ลงมาหาที่พักในเมืองเล็ก ๆ อย่าง 'หล่มเก่า' หรือ 'พิจิตร' สุ่มหาตลาดนัดตลาดเก่าเดินเล่น หาของอร่อยกิน แล้วค่อยกลับกรุงเทพฯอย่างเอื่อย ๆ ... เมื่อสรุปแผนตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางได้

วันเดินทางทดลองเส้นทางใหม่ (สำหรับผม) ซึ่งคือ ทางหลวงหมายเลข 11 ปรากฏว่าถนนโล่งดี วิวทุ่งนาสวยแต่ถนนช่วงนครสวรรค์ถึงพิจิตรแคบไปหน่อย มีแค่สองเลนสวนกัน (แต่ถึงอย่างไรก็จะจำไว้เป็นทางเลี่ยง ก็แล้วกัน) ถึงพิษณุโลกตอนใกล้เที่ยง แวะใหว้พระพุทธชินราชเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเข้าป่า หาข้าวกิน แล้วก็เตรียมขึ้นภู ... ถึง อช. ตอนบ่าย จัดของเข้าที่พัก พอแดดร่มลมตกก็ไปเดินเล่น ดูดอกไม้ป่าที่ 'ลานหินแตก' กัน ดอกไม้สวยมาก เดินไปเดินมาเหลือเราอยู่คณะเดียวสามคนพ่อแม่ลูก รู้สึกส่วนตัวเหมือนอยู่ในสวนหลังบ้านเลย

ถึงจะเป็นที่ที่บ้านเราไม่คุ้น แต่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าก็สร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกพบเจอ เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำอย่างน่ารัก อากาศเย็นกำลังดี ดอกไม้ดอกหญ้าก็กำลังบานสวย โชคดีที่จังหวะดีไปวันธรรมดาช่วงคนน้อย ... เลยซึมซับบรรยากาศได้เต็มที่ ... ฟินตรงนี้แหละ

23/11/2561

หนึ่งโหลเกี่ยวกับ 'ห้อม' ... เอาไว้โม้ เวลาไปเที่ยวแพร่

พาลูกลิงไปเรียนรู้การย้อมผ้าด้วย 'ห้อม' ที่จังหวัดแพร่ มาครับ ... ประทับใจ กลับมาเลยไปค้นเรื่องราวเกี่ยวกับห้อม รวบรวมมาเขียนเก็บไว้ใน blog ตอนนี้ เผื่อใครหลงเข้ามาจะได้ทำความรู้จักห้อมและครามมากขึ้น อาจหลงรัก หรือจะเอาไว้เล่าเล่น ๆ เวลาเที่ยวแพร่ ก็ดีครับ

เพื่อกันความสับสน สีน้ำเงินเข้มที่ได้จากทั้งห้อมและคราม หรือพืชอื่น ๆ ในบทความนี้ผมจะเรียกรวม ๆ ว่า 'คราม' นะครับ

1. 'ห้อม' และ 'คราม' เป็นพืชคนละชนิดกัน 

ถึงจะให้สีน้ำเงินเข้มเหมือนกัน กรรมวิธีย้อมก็เป็นวิธีเดียวกัน แต่ห้อมเป็นพืชล้มลุกในวงศ์เหงือกปลาหมอ (Acanthaceae) วงศ์เดียวกับ 'ต้อยติ่ง' วัชพืชที่เราคุ้นเคย ชอบอากาศเย็น ขึ้นได้ดีตามหุบเขาที่ชุ่มชื้นทางภาคเหนือ ส่วนครามนั้นเป็นพืชล้มลุกเหมือนกัน แต่อยู่ในตระกูลถั่ว (Leguminosae) ปลูกง่าย ชอบแดด ทนร้อน ทนแล้ง ทนดินเค็ม ปลูกได้ทั่วประเทศแต่นิยมปลูกในภาคอีสาน

2. นอกจากจะเป็นพืชที่ให้สีแล้ว ห้อมยังถือเป็นสมุนไพรอีกด้วย

รากและใบ ใช้ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ แก้ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด ลดอาการอักเสบ เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ตาอักเสบ  แพทย์จีนทดลองให้คนไข้โรคเอดส์ที่เป็นงูสวัด ดื่มน้ำต้มใบแห้งผสมกับพืชอื่นอีก 3 ชนิด คือ Coptis chinensis, Arnebia euchroma และ Paeonia moutan พบว่า แผลหายภายใน 2 สัปดาห์

3. การสกัดสีครามออกมาใช้ประโยชน์นั้น ไม่ได้มีทำกันเฉพาะภาคเหนือและอีสานของเมืองไทยเท่านั้น

การใช้ครามเป็นวัฒนธรรมร่วมของมนุษยชาติ สืบต่อกันมายาวนาน ตั้งแต่ยุคโบราณ และนิยมไปทั่วโลก จากญี่ปุ่นไปถึงตะวันออกกลาง จากอียิปต์ไปถึงไนจีเรีย ข้ามมหาสมุทรถึงอเมริกากลาง เชื่อกันว่าครามที่ดีที่สุดอยู่ที่อินเดีย พวกฝรั่งยุโรปเลยเรียกครามว่า 'อินดิโก้' (Indigo) ... แล้วก็พัฒนาจากครามสดเป็นครามสังเคราะห์ กลายเป็นสีมาตรฐานในกางเกงยีนส์ทุกวันนี้

4. ครามเป็นสีธรรมชาติสีแรก ๆ ที่มนุษย์เอามาใช้ประโยชน์ 

มีการค้นพบหลักฐานการใช้ครามตามแหล่งอารยธรรมโบราณมากมาย เช่น ที่จีน อายุ 3,000 ปี ... ที่อียิปต์เก่ากว่า 4,500 ปี ... แต่ผ้าย้อมครามที่เก่าแก่ที่สุดบนตัวมัมมี่ที่เปรู อายุเก่ากว่า 6,000 ปี

5. ที่จริงแล้วน้ำหมักใบห้อมมีสีเขียวอมเหลือง ผ้าที่ย้อมด้วยห้อมและครามนั้น จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินก็ต่อเมื่อโดนอากาศ กระบวนการนี้เรียกว่าการ 'ออกซิเดชั่น'

สีครามธรรมชาติจะอยู่ในรูปของสารที่เรียกว่า อินดิแคน (indican) เป็นสารไม่มีสีและไม่ละลายน้ำ วิธีสกัดครามออกมาใช้ ต้องนำใบพืชที่มีสารอินดิแคนมาผ่านกระบวนการ Hydrolysis ซึ่งคือการแช่น้ำทิ้งไว้จนโมเลกุลของอินดิแคนย่อยสลายกลายเป็น อินดอกซิล (Indoxyl) ล่องลอยอยู่ในน้ำ ซึ่งอินดอกซิลนี้ เกิดออกซิเดชั่นได้ง่าย เมื่อสัมผัสกับอากาศก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นสีคราม (indigo)

6. การย้อมด้วยสีธรรมชาติส่วนใหญ่จะเป็นการย้อมร้อน แต่การย้อมด้วยห้อมและครามเป็นการย้อมแบบเย็น 

อินดิแคนนอกจากจะไม่ละลายน้ำแล้ว ยังไม่ละลายในความร้อนอีก การนำครามหรือห้อมไปต้มให้สีออกจึงไม่จำเป็น

7. ครามสามารถนำมาย้อมเส้นใยได้หลายชนิด ทั้งเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์ แต่ฝ้ายเป็นวัสดุที่ย้อมครามติดได้ดีที่สุด

8. เพราะขั้นตอนการสกัดครามออกมาใช้ย้อมผ้านั้น ละเอียดอ่อนมากต้องรักษาค่าความเป็นกรดด่างให้พอเหมาะ ต้องทำให้เกิดการออกซิเดชั่นอย่างสม่ำเสมอ เลยมีความเชื่อกันว่าครามมีชีวิต

ขั้นตอนการทำครามเริ่มจาก นำกิ่งและใบของพืชที่ให้สีครามมาแช่น้ำไว้ข้ามวันให้เปื่อย แล้วเอากากออก เติมปูนขาวแล้วตีจนน้ำในหม้อเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง ตีน้ำคราม (กวนคราม) ให้เกิดฟองมาก ๆ 15 - 30 นาที แล้วพักไว้อีกคืน ครามจะตกตะกอนปนกับปูนขาว เทของเหลวใสสีน้ำตาลชั้นบนทิ้ง จะได้เนื้อครามลักษณะเป็นโคลนสีน้ำเงินเข้มตกตะกอนอยู่ก้นหม้อ ... เวลาจะย้อมก็ นำเนื้อครามออกมาผสมกับขี้เถ้า พักน้ำครามไว้ภาชนะที่เย็นและมิดชิด ตักน้ำครามดูทุกวัน วันละ 2 ครั้งเช้า - เย็น เมื่อน้ำครามให้สีเขียวอมเหลืองจึงจะย้อมได้

9. ครามเป็นสีธรรมชาติที่มีคนนำมาทำลวดลายบนผ้าด้วยเทคนิคและกลวิธีหลากหลายที่สุด

ตั้งแต่การย้อม ไม่ว่าจะเป็น มัดย้อม, มัดหมี่, บาติก, พิมพ์ลายลงบนผ้า ไปจนถึงการเพ้นท์ ระบายลงบนผ้าโดยตรง

10. ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของชาวไร่ ชาวนา แต่เป็นชุดทำงานกลางแจ้งที่เพอร์เฟค

นอกจากความเรียบง่ายและราคาถูกแล้ว คุณประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ คือ ผ้าที่ย้อมด้วยครามมีองค์ประกอบช่วยป้องกันรังสี UV และไม่มีกลิ่นอับชื้น ยิ่งโดนแดดยิ่งหอม จึงเหมาะสมมากสำหรับเอามาทำชุดทำงานกลางแจ้ง ทั้งเสื้อหม้อห้อม ชุดชาวประมงที่เจนัว รวมไปถึงผ้ายีนส์ของคนงานเหมืองที่อเมริกา ก็ใช้ครามย้อม (2 อันหลังเป็นครามสังเคราะห์)

11. หม้อห้อมที่ทุ่งโฮ้ง

เสื้อหม้อห้อมเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มที่จังหวัดแพร่ เนื่องจากพวกลาวพวนที่อพยพเข้าไปอยู่ที่ทุ่งโฮ้งเมืองแพร่ได้เย็บเสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีครามดำออกจำหน่ายแก่คนงานและลูกจ้างทำป่าไม้ขึ้นก่อน จึงได้รับความนิยมซื้อสวมใส่กันแพร่หลาย ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2496 นายไกรศรี นิมมานเหมินท์ ได้จัดงานเลี้ยงอาหารแบบขันโตกเพื่อเป็นเกียรติแก่ ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์และกงสุลอเมริกัน ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้กำหนดให้ผู้มาร่วมงานสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม ย้อมสีคราม คาดผ้าขาวม้า หลังจากงานนี้จึงมีผู้นิยมใช้เสื้อหม้อห้อมกันแพร่หลายยิ่งขึ้น คนทั่วไปจึงคิดว่าเป็นเสื้อประเพณีนิยมสำหรับชายชาวล้านนา

12. ม่อฮ่อม หรือ หม้อห้อม

ม่อฮ่อม เป็นคำ 2 คำมารวมกัน 'ม่อ' เป็นการออกเสียงแบบคนเหนือมาจากคำว่า  'มอ' ที่หมายถึง สีมืด สีทึม สีมอ ๆ ... ส่วน 'ฮ่อม' ก็เป็นชื่อพืชที่นำมาย้อม ... เสื้อม่อฮ่อมก็คือ เสื้อสีมอ ๆ ที่ย้อมด้วยฮ่อม ส่วนที่เขียนว่า 'หม้อห้อม' นั้นเป็นการปรับวรรณยุคให้ตรงกับเสียงตามหลักภาษาศาสตร์ และเพื่อกันความสับสนกับหม้อที่หมายถึงภาชนะ ราชบัณฑิตยสถานจึงให้อธิบายต่อท้ายคำนิยามเดิมของคำ ม่อฮ่อม (ซึ่งแก้ไขการเขียนคำตั้งใหม่เป็น หม้อห้อม) ว่า “เขียนเป็น ม่อห้อม หรือม่อฮ่อม ก็มี” ... (อันนี้เขียนไปเขียนมาจะเข้าใจหรืองงกว่าเก่า ก็คงเป็นเรื่องของ ราชบัณฑิตยสถาน เขาหละครับ)

จบแล้วครับ ^^" ... ถ้าใครอ่านแล้วอยากจะลองย้อมผ้าด้วยห้อม อยากเห็นต้นห้อมตัวเป็น ๆ หรืออยากเห็นตอนห้อมมันเปลี่ยนสี ... หรือแค่อยากมีเสื้อมัดย้อมลายสวย ๆ ก็เชิญที่บ้านป้าเหงี่ยมที่ทุ่งโฮ้งได้เลยครับ

ขั้นตอนการทำก็ไม่มีอะไรยาก เริ่มจากเลือกผ้า ได้ผ้าแล้วก็ไปเลือกลาย ได้ลายแล้วจะมีพี่ ๆ มาสอนมัด มัดเสร็จก็จุ่มลงหม้อย้อมได้เลย อยากได้อ่อนก็จุ่มน้อย ๆ อยากได้เข้ม ๆ จุ่มไป ๆ จนกว่าจะพอใจ เสร็จแล้วก็เอามาซักน้ำเปล่า ล้าง ๆ แล้วก็เอาไปตาก ถ้าแดดแรงก็ประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็เก็บได้แล้ว แต่ยิ่งตากก็ยิ่งดี ถ้าใครอยากมาทำบ้าง ผมแนะนำว่า ให้มาตอนเช้าทำเสร็จสาย ๆ ก็ไปหาที่เที่ยว หาอะไรกินก่อน ตอนบ่ายแก่ ๆ ค่อยกลับมาเอา

27/09/2561

สามเหลี่ยมศักดิ์สิทธิ์ที่แพร่

ภาพสเก็ตช์มุมสูง พระธาตุศักดิ์สิทธิ์เมืองแพร่ พระธาตุช่อแฮ พระธาตุดอยเล็ง พระธาตุจอมแจ้ง

"ตั้งใจจะไปไหว้ 'พระธาตุช่อแฮ' ใช่มั้ย? ... ถ้าตรงไปอีกหน่อย จะมีพระธาตุอีก ชื่อ 'พระธาตุดอยเล็ง' อยู่บนเขานะ ช้างบนมีจุดชมวิวมองลงมาเห็นเมืองแพร่ทั้งเมืองเลย และก็มีอีกองค์อยู่ใกล้ ๆ กันก็คือ 'พระธาตุจอมแจ้ง' ... เขาว่ากันว่า ถ้าได้ไหว้ขอพรกับพระธาตุครบทั้งสามองค์แล้ว ขออะไรก็จะได้สมปรารถนา"

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อ พระธาตุดอยเล็ง และ พระธาตุจอมแจ้ง (และคงเผลอขมวดคิ้ว) ... พอเห็นพวกเราลังเล 'ป้าตู่' เจ้าของและเป็นทุกสิ่งอย่างของเชตวันโฮมสเตย์ (ที่พักของเราที่แพร่) ก็เลยเล่าประสบการณ์สายบุญของแกต่อ

ป้าเองก็ไปลองมาแล้ว วันนั้นไปไหว้เสร็จสรรพ อธิษฐานไปหนึ่งข้อ ขอว่าเวลามีแขกฝรั่งมาพัก ให้มีใครก็ได้มาช่วยแปลภาษาให้ป้าหน่อย เพราะป้าเนี่ยะ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย กลับมาที่โฮมสเตย์ก็มีแขกฝรั่งมาพัก ... ป้าก็กังวลอยู่ ไม่นานตอนเย็นก็มีครอบครัวคนไทยที่พูดอังกฤษได้ walk in เข้ามา ป้าเลยมาคิดว่า ท่าทางจะศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ... อย่างเมื่อวาน ตอนจะถามนักศึกษา (ออสซี่) ที่มาพักว่า จะทำมาม่าผัดให้ เอามั้ย? (เพราะดึกแล้ว ฝนก็ตกจะออกไปหาอะไรข้างนอกกินคงยาก) รวมถึงตอนเช้าจะเรียกรถให้มารับกี่โมงดี? ก็ได้แม่หนูคนนี้ (พร้อมกับชี้ไปที่แฟนผม) ช่วยอธิบายให้
อะ ... เอาหละ เดี๋ยวเราสามคน พ่อ แม่ ลูก หนะ ลองไปขอดูนะ แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ขอได้เรื่องเดียว ... คุยตกลงกันให้ดีก่อนว่าจะขอเรื่องอะไร แล้วก็ไปขอกัน โชคดีจ้ะ

เมื่อมีคนเอาประสบการณ์การันตีแบบนี้ ไอ้เราก็ต้องลอง ... สินะ

ดูจาก Google map แล้ว ผมเลือกขึ้นเขาไปไหว้พระธาตุดอยเล็งก่อน เพราะตอนเช้า ๆ แดดอ่อน ๆ อากาศกำลังเย็นสบายแบบนี้เหมาะกับการดูวิวแบบพาโนรามามาก เสร็จแล้วลงมาไหว้พระธาตุช่อแฮ แล้วค่อยแฉลบไปจบที่พระธาตุจอมแจ้ง

ก่อนขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยเล็ง ตรงใกล้กับลานจอดรถมีจุดชมวิวดอยเล็ง
มองจากจุดชมวิวก็จะอลังการประมาณนี้ ไม่รู้ว่ายอดไหนเป็นดอยอะไร แต่ถ้าข้ามเทือกเขานี้ไปก็จะเจอกับเขื่อนสิริกิติ์
พระธาตุดอยเล็ง
มุมนี้จะเห็นทั้งพระธาตุช่อแฮ และเห็นตัวเมืองแพร่อยู่ลิบ ๆ (มุมซ้ายบนของรูป)
พระธาตุช่อแฮ
เนื่องจากเป็นพระธาตุประจำปีขาล ก็เลยมีรูปเสืออยู่เต็มวัด เจ้าตัวนี้น่ารักดีรู้สึกเหมือนไจแอนท์ในร่างเสือเลย
พระธาตุจอมแจ้ง
วิหารด้านหน้าพระธาตุ ประดับด้วยงานปูนปั้นฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่สวยเนี้ยบแต่น่ารักดี
ด้านในวิหารมีภาพนูนสูงเล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก
ด้านหน้าวัด มีพระนอนองค์ใหญ่อยู่ในสวนที่เล่าเรื่องพุทธประวัติ เหมาะสำหรับนั่งเล่นเย็นสบาย

ถึงผมจะไม่สามารถคาดเดาได้ว่า คำอธิษฐานจะเป็นไปตามที่ขอรึเปล่า (เพราะเป็นเรื่องระยะยาว) แต่การได้มีโอกาสไปที่ที่มีความงดงามแตกต่างกันไป อย่าง พระธาตุดอยเล็งที่เปิดโอกาสให้สัมผ้สธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของเมืองแพร่, ได้เห็นความอลังการงานศิลป์แบบช่างหลวงชาวล้านนาที่วัดพระธาตุช่อแฮ, รวมทั้งได้สัมผัสความน่ารักของชาวแพร่ผ่านงานปูนปั้นที่วัดพระธาตุจอมแจ้ง ... ได้สัมผัสครบทั้ง 3 ที่ภายในเวลาไม่เกินครึ่งวัน ... ก็นับว่าได้รับพรจากเมืองแพร่แล้วหละครับ

รูปหน้าปกตั้งใจวาดพระธาตุทั้ง 3 องค์ ให้อยู่ในรูปเดียวกัน ถึงแม้ความจริงจากพระธาตุดอยเล็งมองไม่เห็นพระธาตุจอมแจ้ง เพราะมีเขาลูกหนึ่งบังอยู่ ... โดรนที่จะทำให้สามารถมองเห็นมุมที่สูงขึ้นก็ไม่มี ก็เลยต้องใช้ โดระจิต(การเดาผสมจินตนาการเอา) แทน ...

ก่อนจบคิดว่าจะทำให้ blog มีสาระขึ้นมาหน่อย ก็เลยนั่งรื้อหนังสือ ค้นข้อมูล มาเล่าสู่กันฟังเล่น ๆ นะครับ เพื่ออธิบายว่าทำไมถึงมีพระธาตุบนเขาและศักดิ์สิทธิ์ยังไง

ปกติใครที่ไปภาคเหนือ (ตั้งแต่สุโขทัยขึ้นไป) บ่อย หรือคุ้นเคย ก็จะเห็นว่าตรงส่วนที่เป็นเมืองเก่า ไม่ว่าที่ไหนก็มักจะมีองค์ประกอบคล้าย ๆ กัน เช่น อยู่ที่ราบเชิงเขา อยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่ ตรงช่วงที่มีลำน้ำสาขาไหลผ่าน ... ที่ราบเชิงเขานี้เหมาะสำหรับทำการเพาะปลูก เนื่องจากเวลาเกิดน้ำหลาก น้ำจะหอบเอาความอุดมสมบูรณ์มาจากป่า พอน้ำลดก็จะทิ้งธาตุอาหารสำหรับพืชสะสมไว้ในดิน   การมีลำธารที่ไหลมาจากภูเขาทำให้การผันน้ำเข้าไปใช้ในไร่นา และในเมืองทำได้สะดวก ส่วนตรงบริเวณที่ลำธารไหลไปรวมกับแม่น้ำใหญ่ก็มักจะมีสัตว์น้ำชุกชุม เรียกว่าเป็นทำเลที่ในน้ำมีปลา ในนาก็มีข้าว

และเพื่อให้เมืองสามารถรองรับการอยู่อาศัยได้นาน ๆ ก็ต้องรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีดังเดิม ทั้งขุนเขา ลำธารและแม่น้ำ ก็เลยต้องผ่านกระบวนการทำให้ศักดิ์สิทธิ์ (ตอนแรกก็คงเป็น 'ผี' หรือเจ้าป่าเจ้าเขา พอรับพุทธศาสนาเข้ามาแล้วก็เลยเปลี่ยนเป็นพระธาตุ) เพื่อจะได้ไม่มีใครกล้าทำอะไรอุบาทว์ ๆ เช่น โค่นป่าบนเขาจนไม่มีน้ำในลำธาร ทำน้ำเสียจนปลาตายหมด หรือเปลี่ยนทางไหลของน้ำจนเกิดน้ำท่วมหรือน้ำแล้งผิดฤดู ... เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นรูปธรรม สามารถสัมผัสได้จริง

ภาพอธิบายทำเลสำหรับ การสร้างเมืองสมัยโบราณ
ขอบคุณป้าตู่ แห่งเชตวันโฮมสเตย์ที่แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวดี ๆ ให้ครอบครัวเรา ครับ https://www.facebook.com/ChatawanHomestay/

26/07/2561

เส้นสาย, เส้นด้าย และสายใยบัว ที่วัดหนองบัว

เวลาเดินทางออกท่องเที่ยว ผมมักจะวางแผนพร้อมความคาดหวังเสมอ ชอบคิดว่าจะต้องไปทำไอ้นี่ที่นั่น ไปถึงตรงนั้นต้องทำอย่างงี้ ฯลฯ ... บางทีไอ้ที่กะไว้ว่าจะดี ว่าต้องเวิร์ค แต่พอไปจริง ๆ กลับรู้สึกแห้ง ๆ แกน ๆ ... แต่ก็มีอีกหลายครั้งที่รู้สึกดีเกินคาด “วัดหนองบัว” ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

เหตุที่เอาวัดหนองบัวมาอยู่ในโปรแกรมเที่ยวน่านของบ้านเรา ก็เพราะผมติดใจฝีมือของ หนานบัวผัน คนที่เขียนภาพปู่ม่านย่าม่านที่วัดภูมินทร์นั่นแหละครับ  รู้มาว่า ที่ภาพจิตรกรรมในวิหารวัดหนองบัวนี้ก็เป็นผลงานเขาด้วย ก็เลยจะไปตามดู แค่นั้น  พอไปแล้วถึงได้รู้ว่าวัดหนองบัวยังมีอะไรดี ๆ อีกเยอะ สัมผัสความน่ารักได้หลายอย่าง ทั้งบรรยากาศ ทั้งคน  จากที่ตั้งใจแค่แวะเที่ยวระหว่างทางไปอำเภอปัว ไปไหว้พระ ไปดูรูปแค่สักชั่วโมง  กลายเป็นว่าเวลาครึ่งวันเช้าของเราหมดไปกับความเป็นกันเองและความอบอุ่น ของพ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย ที่นั่น จนเกือบลืมข้าวเที่ยงเลยทีเดียว

วิหารวัดหนองบัว บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา น่าน
วิหารทรงล้านนาของวัดหนองบัว

ข้อมูลคร่าว ๆ ของวัดหนองบัว คือ เป็นวัดประจำชุมชนบัานหนองบัว ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างสงบริมแม่น้ำน่านในเขตอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ชาวบ้านส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวไทลื้อที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากเมืองหล้าในแคว้นสิบสองปันนา เมื่อประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว  ปัจจุบันได้รับการผลักดันให้เป็นหมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยว ... แต่จะมีอะไรเที่ยว เส้นสาย, เส้นด้าย, สายใยบัว แต่ละเส้นคืออะไรไปดูกันครับ