04/03/2562

วัน by One ┊ภูหินร่องกล้า และพื้นที่ใกล้เคียง (วันที่ 4 สุดท้ายแล้ว)

ลองเรือแม่น้ำสะแกกรัง ปลากรอบป้าแต๋ว บะหมี่ไข่เจ้เน้ย อุทัยธานี

เนื่องจากเมื่อวานเดินทางมาก เหนื่อย วันนี้ก็เลยเริ่มต้นอย่างเนือย ๆ ... ตื่นเกือบ 8 โมงเช้า โชคดีที่ตลาดเช้ายังไม่วายแต่ก็โหรงเหรงเต็มที ... เดินหาของกินได้ปลาแรดทอดมาหนึ่งตัว กินสลับกับปาท่องโก๋แกล้มกับกาแฟสด ก็อร่อยดี ... กินเสร็จก็ข้ามฝั่งไปไหว้พระที่วัดโบสถ์

ที่วัดเจอหลวงพี่รูปหนึ่ง เห็นแกยืนเล่าเรื่องภาพจิตรกรรมฝาผนังให้นักท่องเที่ยวฟังอยู่ เราก็แอบเข้าไปฟังบ้าง หลวงพี่เลยชวนให้ไปลองนั่งเรือล่องแม่น้ำสะแกกรังดู ค่าเรือก็ไม่แพงและไหนไหนเราก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้วก็เลยลอง

บนเรือ นอกจากจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวแพแล้ว พี่คนขับเรือก็บรรยายเรื่องราวของเมืองอุทัยฯไปด้วย ปล่อยมุกไป ด้วยสนุกดี ระยะทางก็ไม่ใกล้ไม่ไกลนั่งได้เพลิน ๆ  ก่อนจบเรือไปแวะแพปลากรอบของป้าแต๋ว แต่เมื่อเช้าเราซื้อน้ำพริกกับปลาป่นของป้าเขามาแล้วบนตลาดก็เลยไม่รู้จะขึ้นแพไปซื้ออะไร เลยให้เรือวนกลับ ถึงไม่ขึ้น ป้า ๆ เขาก็ยังยิ้มและโบกมือให้อย่างจริงใจ น่ารักจริง ๆ

ล่องเรือเสร็จยังไม่ทันจะเที่ยงดี ก็หิวซะแล้ว ข้ามมาฝั่งตลาด เจอร้านบะหมี่ร้านหนึ่งตรงตีนสะพานชื่อร้าน 'เจ้เน้ย' เห็นแว็บ ๆ ว่าแม่ค้าลวกเส้นน่ารักดี หันไปจะชวนแม่ลิงก็เห็นยืนจ้องเส้นบะหมี่หน้าตู้ ลูกลิงก็กำลังจะเดินเข้าไปเล่นกับลูกแมวข้างใต้ตู้ลวกบะหมี่ ก็เลยรวม ๆ กันเข้าร้านแบบงง ๆ

สรุป บะหมี่อร่อยดี เส้นนุ่มหอม น่าจะมีส่วนผสมของไข่เยอะ ปรุงรสแบบบะหมี่ไทยโบราณ สำหรับผมรสชาติแปลกแต่อร่อยดี กินเสร็จก็กลับไปเก็บของที่โรงแรมแล้วก็กลับกรุงเทพฯ

ถึงจะไม่เป็นไปตามแผนทั้งหมดมีเรื่องผิดพลาดหลายอย่าง แต่ทริปขึ้นเขาคราวนี้ก็สนุกดี ได้เพื่อนใหม่ ได้ประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้ว่าจังหวะและเวลาเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าเรายืดหยุ่นหน่อยก็จะหาโอกาสและจังหวะใหม่ได้เสมอ ... แล้วจะกลับไปอีก

01/03/2562

วัน by One ┊ภูหินร่องกล้า และพื้นที่ใกล้เคียง (วันที่ 3)

วันสุดท้ายที่ภูหินร่องกล้า เริ่มต้นด้วยการเคลียร์เสบียง อะไรเหลือ ๆ ก็เอามากินให้หมด คนอิ่มแล้วก็ประเคนให้เจ้าชิบะกิน เป็นการสั่งลา ... เก็บของเสร็จ ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก แล้วก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไป 'โรงเรียนการเมืองการทหาร' ไปตามหาใบเมเปิ้ลแดง

ถ้าใครเคยเห็นรูปใบไม้สีแดงร่วงบนหลังคาบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ที่มีมอสขึ้นเขียวครึ้มสวยใสตัดกัน ก็ให้รู้ไว้ว่าเขาถ่ายกันที่โรงเรียนการเมืองการทหารนี่แหละครับ ชื่อว่าโรงเรียนแต่จริง ๆ แล้วเป็นเหมือนที่ทำการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มากกว่า เพราะเป็นทั้งโรงเรียน ทั้งโรงพยาบาล เป็นบ้านของผู้นำ ผ่ายสื่อสารและคนสำคัญในพรรคฯ ฯลฯ ... ถ้าใครอยากรู้มากกว่านี้ก็คงหาข้อมูลได้เอง ไม่ยาก ซึ่งผมจะข้ามไปเพราะถ้าเล่าก็คง เล่ามั่ว แหะๆ ... ╮(╯_╰)╭

พวกเราก้มหาใบไม้แดงอยู่นาน เจอแค่ใบเล็ก ๆ ใบเดียว คงยังไม่ถึงฤดูของมัน ... ได้แต่คิดในแง่บวกว่า นี่อาจจะเป็นใบแรกของปีก็ได้นะ 

จากโรงเรียนการเมืองการทหาร ตรงข้ามมีทางเดินเล็ก ๆ ลงไปข้างล่างมีลำธาร น้ำตกแล้วก็มีกังหันน้ำ เขาว่าเป็นกังหันที่เด็กวิศวะจุฬามาสร้างให้ตอนที่หนีเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ใช้พลังน้ำหมุนกระเดื่องครกตำข้าว อะไรประมาณนั้น ... บรรยากาศร่มรื่นดี แต่ที่ชอบที่สุดก็คือ ขณะที่กำลังเพลินกับน้ำตกอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีนกตัวเล็ก ๆ พวกนกกระจิบ กระจิ๊ด ฯลฯ บินมากลุ่มใหญ่หลายสิบตัว (ที่คนดูนกเขาเรียกกันว่า bird wave) เสียดาย ไม่ได้พกกล้องสองตาไปด้วย

ใกล้เที่ยงแล้วก็ลงเขา แวะกินข้าวที่แถว ๆ ลำน้ำเช็ก ขามาเห็นร้านเยอะดี แล้วก็อยากกินอะไรเป็นเนื้อเป็นหนังบ้าง เพราะกินพวกขนมปัง มาม่า มาหลายมื้อแล้ว ... อิ่มแล้วก็มุ่งหน้าสู่พิจิตร

ถึงพิจิตรตอนบ่าย ขับรถวนในเมือง ไม่เจอที่พักถูกใจเลยแวะวางแผนกันที่บึงสีไฟ แดตก็ร้อน หมาจรก็เยอะ สมงสมองไม่ทำงาน ถามเจ้าของร้านโอท็อปหน้าบึง พี่เขาก็ยิ้มแย้ม ยินดีช่วยเหลือ ให้คำแนะนำแต่นอกจากโรงแรมที่เราหามาแล้วพี่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะให้เราไปนอนที่ไหน จะเที่ยวยังไงดี ... ก็เลยตกลงใจว่า งั้นไปไหว้หลวงพ่อเพชรกันก่อนแล้วค่อยไปพักที่คุ้น ๆ อย่างอุทัยฯ ก็แล้วกัน

มาถึงอุทัยฯตอนเย็น โชคดีมีงานถนนคนเดินที่ตรอกโรงยาพอดี ได้เดินตลาดนัดสมใจ
 ( ・・)つ-●●●

27/02/2562

วัน by One ┊ภูหินร่องกล้า และพื้นที่ใกล้เคียง (วันที่ 2)

ทางเดินศึกษาธรรมชาติ ลานหินปุ่ม ผาชูธง

ตื่นมาตอนเช้าอากาศเย็นกำลังดี เลยชวนแม่ลิง ลูกลิง ไปเดินเล่นรับความสดชื่นที่ลานจอด ฮ. หน้าที่กางเต้นท์ เดินไปยังไม่ทันจะถึงดีก็มีหมาไม่ได้รับเชิญตามมาด้วย ที่แท้เจ้าชิบะนั่นเอง ทำเนียนเหมือนกับว่าจะกลายเป็นหมาของบ้านเราไปแล้ว 

คนเดินชมดอกไม้ใบหญ้าไป หมาก็เดินดมนู่นดมนี่ ไล่นก ไล่กระรอก ไปตามเรื่อง พอเริ่มได้เหงื่อก็กลับที่พัก มากินเสบียงกัน หาอะไรแบ่งให้เจ้าชิบะมันบ้าง เป็นการตอบแทนอัธยาศัยอันดีงาม (แต่กั้กพวกแฮมไว้กินต่ออีกวัน อิอิ) อาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวไปลานหินปุ่มผาชูธง ... ᕕ( ᐛ )ᕗ

ที่ลานหินปุ่มรู้สึกคึกคักกว่าที่ลานหินแตกเมื่อวานหน่อย มีนั้กท่องเที่ยวมากันหลายคณะ แต่เดินไปไม่นานก็เหลือแต่พวกเรากับครอบครัวม้งเดินกันอยู่ 2 กลุ่ม เป็นหนุ่มสาว 2 คู่ แม่เฒ่ากับเด็กเล็กอีกอย่างละคน (เงียบ ๆ ยิ้มยากแต่เป็นมิตรดี เดินด้วยแล้วสบายใจ) น่าจะมาจาก 'บ้านร่องกล้า' หมู่บ้านม้งตรงทางไปภูลมโลใกล้ ๆ นี้

จะว่าไปก็นึกอิจฉาคนที่มีบ้านแถวนี้จริง ๆ อากาศก็ดี ซ้ำยังมีที่สวย ๆ ให้เดินเล่นอีก

กลับมากินข้าวเที่ยงที่ร้านข้างที่ทำการ อช.  ... กินไปก็นึกถึงเจ้าชิบะไป คิดว่าเมื่อเช้าให้ค่าจ้างเดินเล่นมันน้อยไปหน่อย เลยสั่งไก่ทอดมากินเหลือ ๆ ถ้าเจอจะเอาไปฝากมัน

ออกจากร้านยังไม่ทันจะไปตามหาที่ไหน เจ้าชิบะก็มุดออกมาจากใต้ท้องรถ (เราเอง) เดินกระดิกหางมาให้เราป้อนไก่ทอดอย่างสบายใจ ᵔᴥᵔ

ตอนบ่ายแก่ ๆ ขับรถไปดูภูทับเบิก เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่ามีบางช่วงถนนเสียหายเพราะดินถล่ม คนไม่ชำนาญทางไม่ควรผ่าน เลยไปดูให้เห็นกับตา เพราะถ้าจริง จะได้เลิกล้มแผนที่จะลงเขาทางด้านนี้ไปเที่ยวหล่มเก่า แล้วเปลี่ยนไปหาที่เที่ยวอื่นที่ง่าย ๆ แทน

ถึงภูทับเบิก มองจากจุดชมวิวเห็นทางลงเขาคดเคี้ยวอย่างกับลำไส้เล็ก แล้วก็ถอดใจ ต่อให้ทางไม่เสีย ผมก็ไม่คิดจะนั่งขับรถตัวเกร็งลงทางแบบนี้หรอกครับ มีกี่โค้งก็ไม่รู้ แต่มองจนสุดสายตาก็ยังหักศอกอยู่เลย ... ว่าแล้วก็ได้แต่แอ็คท่าถ่ายรูปแล้วก็ซื้อผัก ซื้อมัน กลับไปกินที่บ้านพัก ... ดีกว่า

25/02/2562

วัน by One ┊ภูหินร่องกล้า และพื้นที่ใกล้เคียง (วันที่ 1)

ดูดอกไม้ป่าที่ลานหินแตก

ทริปนี้เป็นการพาลูกเที่ยวส่งท้ายปิดเทอมครับ ต้นเดือนตุลาคมช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดี  ตอนแรกตัวผมเองตั้งใจว่าจะลองนั่งรถไฟไปกินหมูย่างที่ตรัง หรือไม่ก็ขับรถตระเวนดูฮูปแต้มตามสิมเก่า ๆ แกล้มไก่ย่างที่อีสาน ... แต่บังเอิญ 'โรคคิดถึงภูเขา' ของแม่ลิงกำเริบ หวยก็เลยไปออกที่ การไปดูดอกไม้ดอกหญ้าและสัมผัสอากาศเย็น ๆ ที่ ภูหินร่องกล้าแทน ... ( ᐛ )و

วางแผนคร่าว ๆ ไว้ว่าจะขึ้นภูไปนอนค้างในบ้านพักสักสองคืน พอวันที่สามก็ลงมาหาที่พักในเมืองเล็ก ๆ อย่าง 'หล่มเก่า' หรือ 'พิจิตร' สุ่มหาตลาดนัดตลาดเก่าเดินเล่น หาของอร่อยกิน แล้วค่อยกลับกรุงเทพฯอย่างเอื่อย ๆ ... เมื่อสรุปแผนตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางได้

วันเดินทางทดลองเส้นทางใหม่ (สำหรับผม) ซึ่งคือ ทางหลวงหมายเลข 11 ปรากฏว่าถนนโล่งดี วิวทุ่งนาสวยแต่ถนนช่วงนครสวรรค์ถึงพิจิตรแคบไปหน่อย มีแค่สองเลนสวนกัน (แต่ถึงอย่างไรก็จะจำไว้เป็นทางเลี่ยง ก็แล้วกัน) ถึงพิษณุโลกตอนใกล้เที่ยง แวะใหว้พระพุทธชินราชเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเข้าป่า หาข้าวกิน แล้วก็เตรียมขึ้นภู ... ถึง อช. ตอนบ่าย จัดของเข้าที่พัก พอแดดร่มลมตกก็ไปเดินเล่น ดูดอกไม้ป่าที่ 'ลานหินแตก' กัน ดอกไม้สวยมาก เดินไปเดินมาเหลือเราอยู่คณะเดียวสามคนพ่อแม่ลูก รู้สึกส่วนตัวเหมือนอยู่ในสวนหลังบ้านเลย

ถึงจะเป็นที่ที่บ้านเราไม่คุ้น แต่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าก็สร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกพบเจอ เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำอย่างน่ารัก อากาศเย็นกำลังดี ดอกไม้ดอกหญ้าก็กำลังบานสวย โชคดีที่จังหวะดีไปวันธรรมดาช่วงคนน้อย ... เลยซึมซับบรรยากาศได้เต็มที่ ... ฟินตรงนี้แหละ

23/11/2561

หนึ่งโหลเกี่ยวกับ 'ห้อม' ... เอาไว้โม้ เวลาไปเที่ยวแพร่

พาลูกลิงไปเรียนรู้การย้อมผ้าด้วย 'ห้อม' ที่จังหวัดแพร่ มาครับ ... ประทับใจ กลับมาเลยไปค้นเรื่องราวเกี่ยวกับห้อม รวบรวมมาเขียนเก็บไว้ใน blog ตอนนี้ เผื่อใครหลงเข้ามาจะได้ทำความรู้จักห้อมและครามมากขึ้น อาจหลงรัก หรือจะเอาไว้เล่าเล่น ๆ เวลาเที่ยวแพร่ ก็ดีครับ

เพื่อกันความสับสน สีน้ำเงินเข้มที่ได้จากทั้งห้อมและคราม หรือพืชอื่น ๆ ในบทความนี้ผมจะเรียกรวม ๆ ว่า 'คราม' นะครับ

1. 'ห้อม' และ 'คราม' เป็นพืชคนละชนิดกัน 

ถึงจะให้สีน้ำเงินเข้มเหมือนกัน กรรมวิธีย้อมก็เป็นวิธีเดียวกัน แต่ห้อมเป็นพืชล้มลุกในวงศ์เหงือกปลาหมอ (Acanthaceae) วงศ์เดียวกับ 'ต้อยติ่ง' วัชพืชที่เราคุ้นเคย ชอบอากาศเย็น ขึ้นได้ดีตามหุบเขาที่ชุ่มชื้นทางภาคเหนือ ส่วนครามนั้นเป็นพืชล้มลุกเหมือนกัน แต่อยู่ในตระกูลถั่ว (Leguminosae) ปลูกง่าย ชอบแดด ทนร้อน ทนแล้ง ทนดินเค็ม ปลูกได้ทั่วประเทศแต่นิยมปลูกในภาคอีสาน

2. นอกจากจะเป็นพืชที่ให้สีแล้ว ห้อมยังถือเป็นสมุนไพรอีกด้วย

รากและใบ ใช้ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ แก้ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด ลดอาการอักเสบ เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ตาอักเสบ  แพทย์จีนทดลองให้คนไข้โรคเอดส์ที่เป็นงูสวัด ดื่มน้ำต้มใบแห้งผสมกับพืชอื่นอีก 3 ชนิด คือ Coptis chinensis, Arnebia euchroma และ Paeonia moutan พบว่า แผลหายภายใน 2 สัปดาห์

3. การสกัดสีครามออกมาใช้ประโยชน์นั้น ไม่ได้มีทำกันเฉพาะภาคเหนือและอีสานของเมืองไทยเท่านั้น

การใช้ครามเป็นวัฒนธรรมร่วมของมนุษยชาติ สืบต่อกันมายาวนาน ตั้งแต่ยุคโบราณ และนิยมไปทั่วโลก จากญี่ปุ่นไปถึงตะวันออกกลาง จากอียิปต์ไปถึงไนจีเรีย ข้ามมหาสมุทรถึงอเมริกากลาง เชื่อกันว่าครามที่ดีที่สุดอยู่ที่อินเดีย พวกฝรั่งยุโรปเลยเรียกครามว่า 'อินดิโก้' (Indigo) ... แล้วก็พัฒนาจากครามสดเป็นครามสังเคราะห์ กลายเป็นสีมาตรฐานในกางเกงยีนส์ทุกวันนี้

4. ครามเป็นสีธรรมชาติสีแรก ๆ ที่มนุษย์เอามาใช้ประโยชน์ 

มีการค้นพบหลักฐานการใช้ครามตามแหล่งอารยธรรมโบราณมากมาย เช่น ที่จีน อายุ 3,000 ปี ... ที่อียิปต์เก่ากว่า 4,500 ปี ... แต่ผ้าย้อมครามที่เก่าแก่ที่สุดบนตัวมัมมี่ที่เปรู อายุเก่ากว่า 6,000 ปี

5. ที่จริงแล้วน้ำหมักใบห้อมมีสีเขียวอมเหลือง ผ้าที่ย้อมด้วยห้อมและครามนั้น จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินก็ต่อเมื่อโดนอากาศ กระบวนการนี้เรียกว่าการ 'ออกซิเดชั่น'

สีครามธรรมชาติจะอยู่ในรูปของสารที่เรียกว่า อินดิแคน (indican) เป็นสารไม่มีสีและไม่ละลายน้ำ วิธีสกัดครามออกมาใช้ ต้องนำใบพืชที่มีสารอินดิแคนมาผ่านกระบวนการ Hydrolysis ซึ่งคือการแช่น้ำทิ้งไว้จนโมเลกุลของอินดิแคนย่อยสลายกลายเป็น อินดอกซิล (Indoxyl) ล่องลอยอยู่ในน้ำ ซึ่งอินดอกซิลนี้ เกิดออกซิเดชั่นได้ง่าย เมื่อสัมผัสกับอากาศก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นสีคราม (indigo)

6. การย้อมด้วยสีธรรมชาติส่วนใหญ่จะเป็นการย้อมร้อน แต่การย้อมด้วยห้อมและครามเป็นการย้อมแบบเย็น 

อินดิแคนนอกจากจะไม่ละลายน้ำแล้ว ยังไม่ละลายในความร้อนอีก การนำครามหรือห้อมไปต้มให้สีออกจึงไม่จำเป็น

7. ครามสามารถนำมาย้อมเส้นใยได้หลายชนิด ทั้งเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์ แต่ฝ้ายเป็นวัสดุที่ย้อมครามติดได้ดีที่สุด

8. เพราะขั้นตอนการสกัดครามออกมาใช้ย้อมผ้านั้น ละเอียดอ่อนมากต้องรักษาค่าความเป็นกรดด่างให้พอเหมาะ ต้องทำให้เกิดการออกซิเดชั่นอย่างสม่ำเสมอ เลยมีความเชื่อกันว่าครามมีชีวิต

ขั้นตอนการทำครามเริ่มจาก นำกิ่งและใบของพืชที่ให้สีครามมาแช่น้ำไว้ข้ามวันให้เปื่อย แล้วเอากากออก เติมปูนขาวแล้วตีจนน้ำในหม้อเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง ตีน้ำคราม (กวนคราม) ให้เกิดฟองมาก ๆ 15 - 30 นาที แล้วพักไว้อีกคืน ครามจะตกตะกอนปนกับปูนขาว เทของเหลวใสสีน้ำตาลชั้นบนทิ้ง จะได้เนื้อครามลักษณะเป็นโคลนสีน้ำเงินเข้มตกตะกอนอยู่ก้นหม้อ ... เวลาจะย้อมก็ นำเนื้อครามออกมาผสมกับขี้เถ้า พักน้ำครามไว้ภาชนะที่เย็นและมิดชิด ตักน้ำครามดูทุกวัน วันละ 2 ครั้งเช้า - เย็น เมื่อน้ำครามให้สีเขียวอมเหลืองจึงจะย้อมได้

9. ครามเป็นสีธรรมชาติที่มีคนนำมาทำลวดลายบนผ้าด้วยเทคนิคและกลวิธีหลากหลายที่สุด

ตั้งแต่การย้อม ไม่ว่าจะเป็น มัดย้อม, มัดหมี่, บาติก, พิมพ์ลายลงบนผ้า ไปจนถึงการเพ้นท์ ระบายลงบนผ้าโดยตรง

10. ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของชาวไร่ ชาวนา แต่เป็นชุดทำงานกลางแจ้งที่เพอร์เฟค

นอกจากความเรียบง่ายและราคาถูกแล้ว คุณประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ คือ ผ้าที่ย้อมด้วยครามมีองค์ประกอบช่วยป้องกันรังสี UV และไม่มีกลิ่นอับชื้น ยิ่งโดนแดดยิ่งหอม จึงเหมาะสมมากสำหรับเอามาทำชุดทำงานกลางแจ้ง ทั้งเสื้อหม้อห้อม ชุดชาวประมงที่เจนัว รวมไปถึงผ้ายีนส์ของคนงานเหมืองที่อเมริกา ก็ใช้ครามย้อม (2 อันหลังเป็นครามสังเคราะห์)

11. หม้อห้อมที่ทุ่งโฮ้ง

เสื้อหม้อห้อมเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มที่จังหวัดแพร่ เนื่องจากพวกลาวพวนที่อพยพเข้าไปอยู่ที่ทุ่งโฮ้งเมืองแพร่ได้เย็บเสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีครามดำออกจำหน่ายแก่คนงานและลูกจ้างทำป่าไม้ขึ้นก่อน จึงได้รับความนิยมซื้อสวมใส่กันแพร่หลาย ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2496 นายไกรศรี นิมมานเหมินท์ ได้จัดงานเลี้ยงอาหารแบบขันโตกเพื่อเป็นเกียรติแก่ ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์และกงสุลอเมริกัน ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้กำหนดให้ผู้มาร่วมงานสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม ย้อมสีคราม คาดผ้าขาวม้า หลังจากงานนี้จึงมีผู้นิยมใช้เสื้อหม้อห้อมกันแพร่หลายยิ่งขึ้น คนทั่วไปจึงคิดว่าเป็นเสื้อประเพณีนิยมสำหรับชายชาวล้านนา

12. ม่อฮ่อม หรือ หม้อห้อม

ม่อฮ่อม เป็นคำ 2 คำมารวมกัน 'ม่อ' เป็นการออกเสียงแบบคนเหนือมาจากคำว่า  'มอ' ที่หมายถึง สีมืด สีทึม สีมอ ๆ ... ส่วน 'ฮ่อม' ก็เป็นชื่อพืชที่นำมาย้อม ... เสื้อม่อฮ่อมก็คือ เสื้อสีมอ ๆ ที่ย้อมด้วยฮ่อม ส่วนที่เขียนว่า 'หม้อห้อม' นั้นเป็นการปรับวรรณยุคให้ตรงกับเสียงตามหลักภาษาศาสตร์ และเพื่อกันความสับสนกับหม้อที่หมายถึงภาชนะ ราชบัณฑิตยสถานจึงให้อธิบายต่อท้ายคำนิยามเดิมของคำ ม่อฮ่อม (ซึ่งแก้ไขการเขียนคำตั้งใหม่เป็น หม้อห้อม) ว่า “เขียนเป็น ม่อห้อม หรือม่อฮ่อม ก็มี” ... (อันนี้เขียนไปเขียนมาจะเข้าใจหรืองงกว่าเก่า ก็คงเป็นเรื่องของ ราชบัณฑิตยสถาน เขาหละครับ)

จบแล้วครับ ^^" ... ถ้าใครอ่านแล้วอยากจะลองย้อมผ้าด้วยห้อม อยากเห็นต้นห้อมตัวเป็น ๆ หรืออยากเห็นตอนห้อมมันเปลี่ยนสี ... หรือแค่อยากมีเสื้อมัดย้อมลายสวย ๆ ก็เชิญที่บ้านป้าเหงี่ยมที่ทุ่งโฮ้งได้เลยครับ

ขั้นตอนการทำก็ไม่มีอะไรยาก เริ่มจากเลือกผ้า ได้ผ้าแล้วก็ไปเลือกลาย ได้ลายแล้วจะมีพี่ ๆ มาสอนมัด มัดเสร็จก็จุ่มลงหม้อย้อมได้เลย อยากได้อ่อนก็จุ่มน้อย ๆ อยากได้เข้ม ๆ จุ่มไป ๆ จนกว่าจะพอใจ เสร็จแล้วก็เอามาซักน้ำเปล่า ล้าง ๆ แล้วก็เอาไปตาก ถ้าแดดแรงก็ประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็เก็บได้แล้ว แต่ยิ่งตากก็ยิ่งดี ถ้าใครอยากมาทำบ้าง ผมแนะนำว่า ให้มาตอนเช้าทำเสร็จสาย ๆ ก็ไปหาที่เที่ยว หาอะไรกินก่อน ตอนบ่ายแก่ ๆ ค่อยกลับมาเอา