15/01/2561

วัน by One ┊ชุมพร, เกาะเต่า (วันที่ 2)

เรามาถึงเกาะเต่าตอนเช้ามืด ตีห้ากว่า ๆ นั่งรอที่ท่าเรือสักพักพนักงานที่รีสอร์ท (ของญาติห่าง ๆ อีกแล้ว) ก็เอารถกระบะคันใหญ่มารับ ขับบึ่งพาเราขึ้นเขา ลงเนิน คดเคี้ยวเลี้ยวลด ผ่านทางมืด ๆ มาแป๊บเดียวก็ถึงที่พักที่อ่าวโฉลกบ้านเก่า

พอถึงรีสอร์ท เก็บของเสร็จ ระหว่างที่เรานั่งกินอาหารเช้ากันชิว ๆ เจ้าของรีสอร์ทก็เข้ามาทักทาย แล้วก็แนะนำว่า วันนี้ฟ้าเปิดน่าจะไปดำน้ำรอบเกาะเลยนะ เขาจะจองให้ ... ผมเองไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ เพราะยังเหนื่อยจากการเดินทาง ตั้งใจว่าวันนี้จะพักผ่อน ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยตามแบบชาวเกาะ ซะหน่อย ... แต่ในเมื่อคนอื่นพร้อม จะฮึดฮัดขัดใจเพื่อนร่วมทริปก็ไม่ไหว เอาวะ ... ไปก็ (ต้อง) ไป

ทัวร์ One Day Trip ดำน้ำรอบเกาะแบบนี้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักดำน้ำจริงจัง มีให้เลือกหลายเจ้า แต่ส่วนใหญ่ก็จะเหมือนกัน  คือ ไม่ใช่การเหมา มีเพื่อนร่วมทริปอีกหลายคณะแล้วแต่ว่ารีสอร์ทที่ตกลงกันไว้เขาจะส่งมากี่คน, มีรถมารับส่งทั่งไปและกลับ, เริ่มออกจากท่าเรือแม่หาดจะวนซ้ายหรือวนขวาก็แล้วแต่ (ของผมวนซ้าย), แวะดำน้ำตามอ่าวสวย ๆ แต่ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสถาณการณ์เฉพาะหน้า เช่น อ่าวนี้คนแน่น น้ำแรงไปหรือจู่ ๆ ฝนตก ก็รอไปหรือไปดำที่อื่นได้ ทำนองนี้ ... ส่วนใหญ่จะแวะ อ่าวฉลาม, อ่าวลึก, อ่าวม่วง และที่พลาดไม่ได้คือเกาะนางยวน (ซึ่งเสียค่าขึ้นเกาะอีก 30 บาท) บนเรือมีอุปกรณ์ดำน้ำตื้นให้ครบ มีขนมและชากาแฟให้ชงกินเองได้ไม่อั้น ตอนเที่ยงก็มีข้าวให้กิน เรียกว่าซื้อทัวร์แล้วจบทั้งเที่ยวทั้งกินในหนึ่งวัน

ลำที่ผมใช้บริการนั้นเหมือนจะเป็นกิจการในครอบครัว พ่อเป็นกัปตันขับเรือ, แม่เป็นแม่ครัว, มีลูกชายที่รูปร่างหน้าตาเหมือน "อาไท กลมกิ๊ก" ค่อยดูแลนักท่องเที่ยวคอยเช็คอุปกรณ์ และมีลูกจ้างชาวพม่า (พูดไทยไม่คล่องแต่ภาษาอังกฤษดี) ทำหน้าที่ออกแรง และเป็นไลฟ์การ์ด คอยช่วยคนที่ว่ายน้ำไม่แข็งหรือเหนื่อย พากลับมาที่เรือ

สำหรับผม ถึงแม้ว่าทริปนี้จะเริ่มแบบมึน ๆ ง่วง ๆ แต่ก็เจอตัวอะไรที่ไม่เคยเห็นเยอะดี เห็นปลาวัวไททัน (Titan Trigger Fish) กับฝูงปลาตาโตหลายร้อยหลายพันตัว ... ฯลฯ อาหารเที่ยงก็อร่อย  รวม ๆ แล้วเป็นทริปที่สนุก

10/01/2561

วัน by One ┊ชุมพร, เกาะเต่า (วันที่ 1)

 images

ขยายความ เผื่อมีคนอ่านลายมือผมไม่สะดวก ^.~

การไปชุมพรครั้งนี้ เหมือนการกลับบ้านเก่าไปเยี่ยมญาติมากกว่าจะเป็นทริปท่องเที่ยวธรรมดา เริ่มจากที่ผมได้มีโอกาสมางานศพลุงที่ปากน้ำชุมพร ... ได้มาเห็นญาติ ๆ มารวมตัวกันที่วัด ได้กินอาหารอร่อย ๆ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองที่คุ้นเคย ตรงที่ที่เคยเป็นกำแพงวัดกับห้องเย็น (แช่ปลา) ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นพื้นที่เปิดโล่ง คล้าย ๆ สวนสาธารณะริมหาด มองเห็นเกาะมัตโพนได้ง่าย ๆ วิวสวย บรรยากาศน่าเดินเล่น ...ฯลฯ

เห็นแล้วก็นึกถึงลูก อยากอวด อยากชวนเขามาสัมผัสชุมพรบ้าง สัมผัสเมืองที่ผมใช้ชีวิต (ช่วงปิดเทอม) ตอนอายุไล่ ๆ กับเขา ... สัมผัสที่ที่ผมกับแม่ของเขาเคยเที่ยวดำน้ำกันสมัยที่พามาแนะนำตัว ... อยากให้มีประสบการณ์การดำน้ำบ้าง แม้จะเป็นแค่การดำผิวน้ำ (Snorkeling) ก็ยังดี ... และที่สำคัญก็พามาหาญาติฝั่ง ปู่ ๆ ย่า ๆ แล้วเอาอาหารใต้เข้าเส้นเลือดบ้าง น่าจะดี ... คิดได้ดังนี้ก็เลยจัดทริป

ทริปนี้กะว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 วัน ชวนแม่ไปด้วย ขับรถไปชุมพร เยี่ยมป้าแล้วก็รับไปเที่ยวเกาะเต่าด้วยกัน นอนที่เกาะสัก 2 คืน กลับมาชุมพรพักที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรสักคืน แล้วก็ขับรถกลับกรุงเทพฯ

ตอนขับรถ เพิ่งรู้ (สึก) ว่าชุมพรอยู่ใกล้กว่าที่คิด จำได้ว่าสมัยก่อนต้องขับรถข้ามวัน, นั่งรถไฟข้ามคืน แต่เดี๋ยวนี้ขับรถออกจากกรุงเทพฯตอนเช้า จะไปกินข้าวเที่ยงในตัวจังหวัดเลย ก็ทำได้สบาย ๆ ไม่ต้องกระเสือกกระสนอะไร หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็ขับรถวนไปดูทะเล, พาหลานสาวไปหาย่า (ป้าผม), ใช้อภิสิทธิ์กินโจ๊ก, มาม่า, แถมกับข้าวพิเศษ คือปลาหมึกผัดกระเทียมแบบฟรี ๆ ... อิ่มแล้วก็ช่วยป้าเก็บจาน ปิดร้าน เตรียมตัวขึ้นเรือนอนไปเกาะเต่า

ถึงเรือที่ผมขึ้นเรียกว่า "เรือนอน" แต่หน้าที่หลักของเรือประเภทนี้ก็คือขนของ (สินค้าอุปโภคบริโภค) ขนจากฝั่งไปที่เกาะ ขากลับก็รับของจากเกาะกลับมาฝั่ง  พอการท่องเที่ยวเกาะเต่าเริ่มบูม จากที่เคยรับคนบ้าง ก็เป็นหลาย ๆ คนบ้าง ไทยบ้าง, ฝรั่งบ้าง, จีนบ้าง, จนสุดท้ายก็ขายตั๋วเป็นเรื่องเป็นราว กลายเป็นเรือนอนอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ ... สมัยก่อน ลุงอีกคน (ลูกพี่ลูกน้องแม่) ของผม ก็มีกิจการเรือนอนเหมือนกัน สมัยนั้นเรือของลุงเป็นเรือไม้คล้ายเรือประมงขนาดใหญ่ ผู้โดยสารปูเสื่อนอนกันเรียงรายเหมือนปลาแห้ง ทั้งไทยทั้งฝรั่ง ได้อารมณ์ "เรฟูจี" นิด ๆ เสียดายที่ตอนนี้แกเลิกกิจการไปแล้ว ... แต่คิดอีกที นอนบนเรือเฟอร์รี่เหล็กลำใหญ่ มีแอร์ มีเตียง ไม่โคลงเคลงอย่างนี้หนะ ดีแล้ว

มีเรือนอนออกจากท่าเรือที่ท่ายาง ทุก จันทร์-พุธ-ศุกร์ ประมาณห้าทุ่ม ไปถึงเกาะเต่าก็ราว ๆ ตีห้า
'วัน by One' ก็คือการรวบรวมเหตุการณ์ประทับใจเอย อาหารอร่อยเอย อะไรต่อมิอะไรเอย ภายในหนึ่งวัน แล้ววาดบันทึกให้จบในหนึ่งหน้ากระดาษ ... หวังว่าคนอ่านจะรู้สึกสนุกกับวิธีนำเสนอแบบนี้ เพราะคนเขียนสนุกดี

25/04/2560

มอม ที่หลวงพระบาง

มอมที่หลวงพระบาง วัดเชียงทอง มอมที่หลวงพระบาง วัดอาราม มอมที่หลวงพระบาง วัดเชียงแมน มอมที่หลวงพระบาง วัดสิริมงคลไชยราม มอมที่หลวงพระบาง วัดแสนสุขาราม มอมที่หลวงพระบาง วัดป่าแค

เพราะตอนเด็ก ๆ เคยถูกหมาจรไล่กวดโดยไม่มีความผิดอะไรเลย หลายต่อหลายครั้ง ... ผมเลยตั้งปณิธานไว้ว่า ถ้าเกิดโลกนี้เกิดมีสงครามสัตว์โลกระหว่างหมากับแมว หรือหมากับตัวอะไรก็ตาม ผมยินดีที่จะอยู่คนละฝั่งกับพวกมัน

แต่ถึงจะไม่ถูกชะตา ไม่กินเส้นกันชนาดนั้น ในชีวิตนี้ผมก็ยังอุส่าห์คุ้นเคยกับหมาชื่อ "มอม" ถึงสองตัว

มอม (๑)

เป็นหมาพันธุ์ทาง เหม็น ๆ ซน ๆ สีดำ รู้จักกันสมัยผมอยู่ประถม มาอยู่ที่บ้านได้อย่างไรใครเอามาก็จำไม่ได้ จำได้วีรกรรมของมัน ... ตั้งแต่เสียงโหยหวนน่ารำคาญของลูกหมาหย่านม, รูหมาลอดที่ประตูมุ้งลวด, รองเท้าหน้งขาดวิ่น, คราบฉี่, รอยอึ ฯลฯ มันซนจนกระทั่งวิ่งออกไปโดนรถทับขาหักหน้าบ้าน และเป็นผมเองที่เป็นคนพามันไปเข้าเฝือก และคอยดูแลพยาบาล (แบบเด็ก ๆ ) ประสบการณ์เฉียดตายไม่ได้ช่วยให้มันสงบลงเลย พอผ่าเฝือก เจ้ามอม (๑) อยู่กับเราอีกสักพัก ... แล้วก็หายไป ไม่รู้ว่าหนีออกจากบ้าน หรือโดนรถชน ... หรือทั้งสองอย่าง ก็ไม่รู้

มอม (๒)

ก็พันธุ์ทางเหมือนกัน (จริง ๆ หมาที่ผมรู้จักก็พันธุ์ทางทั้งนั้นแหละ) สีน้ำตาล เป็นหมาของที่บ้านแฟนผม รู้จักกันตามคำพังเพย "Love me love my dog" ตั้งแต่มันยังเป็นลูกหมาตัวเล็ก ๆ จนโตเป็นหมาตอนตัวกลม ๆ ส่วนผมจากแฟนก็แต่งงานมีลูก มันก็ยังเล่นกับลูกสาวผม  เจ้ามอม (๒) นี่ค่อนข้างเรียบร้อย สุขุม ไม่โวยวาย แต่ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ถ้าใครแกล้งหรือหยอกอะไรไม่เข้าท่า ไม่ถูกใจ ก็อาจโดนมันงับเอาง่าย ๆ ... (คนในบ้านเคยโดนแล้วทั้งนั้น) ซึ่งผมไม่เคยโดนเลยสักครั้ง และที่น่าภูมิใจเข้าไปอีกคือ ผมเป็นคนแปลกหน้า (นาน ๆ มาที) เพียงคนเดียวที่ลูบหัวมันแล้วไม่มีปัญหา ...

คิดว่าด้วยนิสัยเรียบ ๆ ของมันนี่แหละ ทำให้เจ้ามอม (๒) อยู่กับเรานาน ... จน ขนหงอก, ตาฟาง และจากไปอย่างสงบ ... อยู่จำได้ว่าตอนได้รับข่าวว่ามันตายแล้ว ลูกสาวผมถึงกับน้ำตาร่วง

ไม่รู้ว่า "มอม" ที่เป็นชื่อเรียกหมา กับ "มอม" สัตว์ประหลาดครึ่งหมาครึ่งสิงห์ ที่เฝ้าหน้าโบสถ์หน้าวัด มีที่มาเดียวกันรึปล่าว ... อาจจะไม่ แต่บรรดามอม มอม มอม ที่ผมเจอที่หลวงพระบางนี่ ทำให้ผมคิดถึงเจ้ามอมทั้งสองตัวนั่นจัง

ของแถมอีกเช่นเคย เป็นรูป sketch ฝีมือมะนาว ครับ

21/02/2560

เดินตลาด ดูปลา ... ดูมันทั้งเช้าทั้งเย็น

ถ้าใครเคยไปจังหวัดอุทัยธานี เคยเข้าไปเดินเล่น หาของกิน ที่ตลาดเช้าริมแม่น้ำสะแกกรัง ก็คงหลงเสน่ห์ที่เรียบง่ายและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของที่นี่ได้ไม่ยาก ... เหมือนผม

ตลาดนี้นอกจากจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารการกินนานาชนิด ในบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเองบวกกับวิวสวย ๆ ของเรือนแพและวัดอุโบสถารามฝั่งตรงกันข้ามแล้ว ... สิ่งที่ผมคิดว่าโดดเด่นที่สุด คือ ปลาแม่น้ำครับ มีขายกันเต็มตลาดมากมายทั้งปริมาณและชนิด

ที่นี่มีตั้งแต่ ปลาเลี้ยงที่หาดูหากินกันง่าย ๆ อย่าง ปลานิล, ปลาดุก, ปลาช่อน, ปลาแรด, สวาย ... ไปจนถึงของหายาก ๆ อย่าง เทโพ, ปลาเค้า, กา ที่แปลกที่สุดที่ผมเจอ คือ ปลาหว้าหน้านอ

ถ้าใครอยากรู้ว่า ปลาหว้าหน้านอ หน้าตายังไง เข้าไปดูได้ที่ วิกิพีเดีย นะครับ เพราะผมไม่ได้ถ่ายรูปมา
เดินกินหมูปิ้งไปดูปลาดูของไป หรือเดินเหนื่อยแล้ว จะสั่งกาแฟโบราณอุ่น ๆ หอม ๆ มานั่งกินกับขนมครกที่ริมน้ำ สำหรับคนชอบตลาด, ชอบปลา, ชอบกิน อย่างผมก็ถือว่าฟินแล้วครับ

ที่ชอบที่สุดคือที่นี่ไม่ได้มีแค่ตลาดเข้า  ตอนเย็นก็มีตลาดด้วย (เช้าปิดถนนล็อกนึง ตอนเย็นอีกล็อกนึง) เดินได้ทั้งเช้าทั้งเย็น ผมหละอิจฉาคนอุทัยฯจริง ๆ

วัดอุโบสถาราม (วัดโบสถ์)
ฝั่งตลาด / ตัวตลาดอยู่บริเวณตึกแถวสีม่วง
* รูปปลาทั้งหมด วาดจากรูปที่ผมถ่ายไว้ในมือถือ
** ลานสะแกกรัง ยังมีของดีซ่อนไว้อีกเยอะ เช่น โรงหนังเก่าสมัยจอมพล ป., วัดโบราณที่เหลือแต่โบสถ์ซ่อนตัวอยู่กลางตลาด, แม่ค้าแซ่บ ๆ ฯลฯ ... ผมไม่เอามาให้ดูหรอกครับ ฝากหากันเอาเอง อิอิ

04/11/2558

ปักหมุดไว้กินต่อ คราวหน้า ... เวลาไปเยือนเมืองอุบล

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสเที่ยวภาคอีสาน ... เป็นอีสานที่ลึกเกินโคราชเข้าไป ... ลึกไปจนถึงชายแดนไทย - ลาว ที่อำเภอโขงเจียม อุบลราชธานี ได้ชิมรสชาติอาหารอีสานแท้ ๆ มีทั้งที่อร่อย คุ้มค่าสมคำร่ำลือ และอันที่ควรจะเก็บไว้เป็นแค่ตำนาน (ไม่ควรเผลอไปแตะต้องอีก) ... ก็เลยต้องปักหมุดช่วยจำอันที่อร่อย ๆ ไว้ก่อน นะครับ

หมุดแรก "ขาหมูนางรอง" บุรีรัมย์

ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอำเภอนางรองมากนัก แต่ด้วยทำเลที่ตั้ง ทำให้ที่นี่เป็นจุดพักรถอันสมบูรณ์แบบ สำหรับคนที่จะขับรถเที่ยวอีสานใต้รวมถึงอุบลฯด้วย คือถ้าเราใช้ทางหลวงหมายเลข 24 ออกจากกรุงเทพฯตอนเช้า จะมาถึงนางรองเวลาอาหารกลางวันพอดี และในทางกลับกัน ถ้าออกจากอุบลตอนเช้าก็ต้องแวะกินข้าวเที่ยงที่นางรองเหมือนกัน แต่ถึงจะเป็นไฟท์บังคับแต่สมควรแวะ เพราะขาหมูของที่นี่เขาอร่อยจริง ๆ ถ้ามีการจัดอันดับขาหมูในประเทศไทย ขาหมูนางรองอย่างน้อยก็ต้องติด 1 ใน 5 แน่นอน

ริมทางหลวงหมายเลข 24 ที่ผ่านอำเภอนองรองมีร้านขาหมู 2 ร้าน อยู่คนละฝั่งถนน ถ้าถามว่าร้านไหนดี?  ก็ต้องบอกว่า เลือกตามรสชาติ สูสีกันซะจนเลือกไม่ถูก ... แต่ถ้าตามสะดวกหละก็ให้แวะ "จิ้งนำ" ขามาจากกรุงเทพฯ และแวะ "ลักษณา" ขากลับ เพราะอร่อยทั้งคู่

หมุดที่สอง "ก๋วยจั๊บญวน" เมืองอุบล

อันนี้คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะก๋วยจั๊บญวนเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดนี้อยู่แล้ว มีร้านอร่อยให้เลือกกินทั่วเมือง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่แถวถนนที่มีร้านหมูยอเยอะ ๆ (ถนนศรีณรงค์) ตัวผมเองก็ยังตามชิมได้ไม่ครบ

หมุดที่สาม "ปลาย่างกับข้าวเหนียว" ที่ตลาดโขงเจียม

อันนี้เป็นของธรรมด๊า ธรรมดา แต่แปลกที่ความประทับใจหลังชิม ติดทนนานไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ ผมกลับมากรุงเทพฯแล้วก็ยังจำรสชาติและความรู้สึกตอนกินได้อยู่เลย อาจเป็นเพราะข้าวเหนียวนุ่ม ๆ ฟู ๆ ปลาสด ๆ ที่ย่างได้สุกแห้งกำลังดี ... หรือเพราะอัธยาศัยที่น่าชื่นชมของแม่ค้าและราคาที่สบายกระเป๋า ผมก็ไม่แน่ใจ

หมุดที่สุดท้าย "แกงหน่อไม้ ใส่ผักแขยง" ที่น้ำตกสร้อยสวรรค์

ผมเป็นคนชอบอาหาร ชอบทั้งกิน ชอบทั้งทำ กินแล้วก็มักจะวิเคราะห์เสมอว่า ไอ้ที่กินเข้าไปนี่มันอร่อยยังไง? ของบางอย่างก็อร่อยเมื่อแรกเห็น บางอย่างอร่อยในปาก บางอย่างจะอร่อยฟินสุด ๆ ก็ต่อเมื่อกินหมดไปแล้วซักพัก (อย่างข้าวเหนียว) ... ส่วนเจ้าแกงหน่อไม้นี่เหมือนเป็นความอร่อยที่สั่งตรงมาจากสมองเลยทีเดียว รสชาติก็กลม ๆ นัว ๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น หน้าตาก็ไม่สวยน่ากิน ... แต่ยิ่งกินยิ่งอร่อย ยิ่งกับข้าวเหนียว ยิ่งหยุดกินไม่ได้เลย

ไม่แน่ใจว่าเมนูนี้จะมีขายประจำรึปล่าว เหมือนว่าแม่ค้าเขาจะแกงกินและขายกันเอง (ระหว่างแม่ค้า) มากกว่า

จบแล้วครับ เสียดายที่ยังมีอะไรที่อยากลองแต่ไม่มีโอกาสกินอีกเยอะ ทั้งลาบปลาแม่น้ำโขง ที่โขงเจียม ร้านส้มตำหลายร้านในตัวเมือง ... ฯลฯ  โอกาสหน้าจะไปกินอีก :P