29/10/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊พรายน้ำที่ป้อมพระจันทร์

พรายน้ำที่ป้อมพระจันทร์

เมื่อพูดถึง "พราย" เราก็มักจะนึกถึง ผี วิญญาณร้ายที่อยู่ในน้ำ ที่คอยทำให้คน (โดยเฉพาะเด็ก ๆ ) จมน้ำหรือลักพาตัวไปกับสายน้ำ  ตรงไหนน้ำลึก เป็นวังน้ำวน กระแสน้ำแปรปรวนรุนแรง มีคนจมน้ำบ่อย ก็มักจะมีเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับพรายน้ำเสมอ

แต่ก็น่าแปลก เพราะพรายน่าจะเป็นผีโบราณ  มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพรายน้ำมากมาย แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าพรายน้ำนี่มันหน้าตายังไงกันแน่  ไม่เหมือน ผีกระสือ, กระหัง, นางตานี ... หรือผีในความเชื่อโบราณอีกหลายตัว ที่เอ่ยแค่ชื่อ ทุกคนก็บรรยายให้เห็นภาพเดียวกันได้เป๊ะ ๆ

ที่อธิบายลักษณะของพรายน้ำไว้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องราวทางเหนือ  ชาวล้านนาเรียกพรายหรือผีน้ำ ว่า เงือก, ผีเงือก มีลักษณะเป็นงูใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นงูน้ำ  แต่ก็มีบางตำนานที่แปลกออกไป คือแทนที่เงือกจะหมายถึงงู แต่กลับกลายเป็น "จระเข้" ไปซะงั้น  ซึ่งน่าจะมาจากอิทธิพลของพวกไทใหญ่  (พระยาอนุมานราชธน เขียนถึงเงือกและนาคในเรื่อง "เมืองสวรรค์ ผีสาง เทวดา" ว่าในภาษาไทใหญ่ เงือกหมายถึงจระเข้)

ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า 'เงือก' ในวรรณกรรมล้านนาก็คือ 'นาค' ... แต่จะว่าไป "เหมือนจระเข้" ก็เป็นการอธิบายลักษณะของพรายน้ำได้ดีเหมือนกัน เห็นภาพพจน์ชัดเจนเลยทีเดียว

ในกรุงเทพฯก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับจระเข้ที่กลายเป็นพรายน้ำอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงกลางๆ ในปีพ.ศ. 2442 (รศ.118) และก็เกิดขึ้นกลางพระนครนี่แหละครับ ที่ป้อมพระจันทร์ (ปัจจุบันป้อมถูกรื้อไปแล้ว กลายเป็นท่าพระจันทร์แทน)

ท่าพระจันทร์ในปัจจุบัน

เรื่องเริ่มจากมีคนหายในละแวกป้อมพระจันทร์ คนแรกคือ เจ๊กซ้ง พ่อค้าของชำบริเวณนั้น หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ระหว่างจัดเตรียมขนของจากเรือสินค้าขึ้นมาไว้ที่แพของแก ตอนช่วงค่ำ ๆ ครอบครัวและเจ้าหน้าที่พยายามค้นหาอย่างไรก็ไม่พบ พบแต่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของแกลอยไปติดโป๊ะที่ท่าเตียน

ยังไม่ทันที่เรื่องของเจ๊กซ้งจะคลี่คลาย ก็เกิดขึ้นอีกคดี คราวนี้เป็นสาวสวยชื่อ อำแดงสอน หายตัวไปที่ท่าน้ำช่วงเวลาเดียวกันกับเจ๊กซ้ง และที่คล้ายกันอีกคือไม่พบร่องรอยอะไร ไม่มีเสียงร้อง, ไม่พบผู้ต้องสงสัย (ว่าลักพาตัว), ไม่พบศพ ... พบแต่ผ้าถุงขาดวิ่นลอยมาติดกอสวะเท่านั้น

พอเกิดเรื่องติดๆ กัน หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น (บางกอกรีดเดอร์ และอีกสองสามฉบับ) ก็ยิ่งเล่นข่าว ประโคมข่าวประมาณเรื่องเล่าเช้านี้ อยู่นานหลายวัน ... ตัวอย่าง เช่น

... วานนี้ ข่าวลือที่คนหลังป้อมพระจันทร์ ต่างถกเถียงกันหนาหู ถึงเรื่องผีพรายที่เป็นข่าวใหญ่โต โด่งดังไปทั่ว ผู้คนละแวกป้อมพระจันทร์เรื่อยไปจนจรดวังริมป้อมพระสุเมรุ ต่างก็หวาดหวั่นกันไปหมด...

แม่ค้าขายเร่ร้านรวง ปิดร้านเสียแต่ย่ำค่ำ หามีคนเดินไปไหนมาไหนไม่ เพราะผู้คนต่างก็ลือกันถึงเรื่องผีพราย จะออกมาลักตัวไป ...ฯลฯ

จากข่าวในหนังสือพิมพ์ก็เลยกลายเป็นข่าวลือ ... ยิ่งลือก็ยิ่งดัง ... ข่าวยิ่งดัง คนก็ยิ่งลือ ... บ้างว่า มีดวงตาสีแดงลอยอยู่เหนือน้ำ คอยจ้องจับคนข้ามฝากที่เคราะห์ร้ายไป ... บ้างว่า ได้ยินเสียงเหมือนตัวอะไรใหญ่ ๆ กระโจนลงน้ำไป ... บ้างก็ว่า เห็นซากหมาแมวที่หายไป ลอยมาติดใต้สะพานริมท่าน้ำหลายครั้งแล้ว ... ยิ่งลือ ก็ยิ่งกลัว ไม่เป็นอันทำมาหากิน  สุดท้ายถึงกับมีคนเอาเครื่องเซ่นไหว้ มาวางไว้ริมตลิ่งท่าน้ำกันเลยทีเดียว

บรรยากาศอึมครึมนี้คลี่คลายลงได้เพราะ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ อธิบดีกรมพระนครบาล (ประมาณ รมว.มหาดไทยสมัยนี้) ท่านทรงให้พลลาดตระเวนมาซุ่มจับผี (?) ที่บริเวณที่วางเครื่องเซ่นริมน้ำ ... พอถึงเวลาค่ำก็ปรากฏว่า ที่จริงแล้วเจ้าผีพรายที่ชาวบ้านกลัวกันนักกันหนาก็คือ จระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งขึ้นมากินเครื่องเซ่นนั่นเอง ไม่ใช่ผีร้ายอะไรที่ไหน  เมื่อจับได้แล้วก็เอามาล่ามโซ่ไว้ให้ประชาชนดู เพื่อเป็นการสยบข่าวลือ ... เป็นอันจบ

ผมว่าเรื่องนี้น่าตื่นเต้นดี ... ตื่นเต้นตรงที่ได้รู้ว่าเมื่อก่อน เคยมีจระเข้อาศัยอยู่กลางกรุง ในแม่น้ำเจ้าพระยา ... ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปแค่ 3-4 ชั่วคน ท่าพระจันทร์เปลี่ยนไปมาก สมัยนี้ อย่าว่าแต่จะหาพรายน้ำฤทธิ์มากอย่างจระเข้เลย แค่พรายน้ำกระจิ๊บกระจ้อยอย่างปลาสวาย ... ผมยังเห็นอ้าปากหอบพะงาบ ๆ อยู่เลย
ป้อมพระสุเมรุ ตรงปากคลองบางลำพู ผมเอามาเป็นแบบวาดรูปแทนป้อมพระจันทร์ (ในสมัยรัชการที่ 2 แถวนี้ก็เคยมีจระเข้เหมือนกัน)

11/09/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊เสียงคร่ำครวญของสิงโตไร้คู่

เจ้าแม่สิงโตทอง

ตุ๊กตาหินรูปสิงโตหินที่เราเห็นกันตามวัด ตามวัง นั้นเป็น "ตุ๊กตาอับเฉา" (Chinese Ship Ballast) แบบหนึ่งครับ  เป็นเครื่องถ่วงเรือสำเภา กันไม่ให้มันโคลง ช่วยให้เรือแล่นฝ่าคลื่นลมได้ดีขึ้น  เป็นผลพวงมาจากการค้าสำเภากับเมืองจีนที่เฟื่องฟูขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

ในยุคแรก ๆ เครื่องอับเฉาจะเป็นแท่งหินธรรมดา พอขนออกมาจากเรือสำเภาแล้วก็ถูกนำไปปูทางเดินในวัดหรือในวัง  ต่อมา คงเห็นว่าไหน ๆ ก็จะต้องใช้หินมาถ่วงเรือแล้ว เปลี่ยนเป็นตุ๊กตาหินน่าจะดูดี มีค่ากว่า หรือหมดที่ปูพื้นแล้วก็ไม่รู้ จึงหาของประดับแทน  ตุ๊กตาหินจากเมืองจีนเหล่านี้ มีทั้งที่เป็นของจีนแท้ ๆ และของสั่งทำ ทั้งรูปคน ฝรั่ง จีน เทพเทวดา รูปสัตว์  ใช้ตั้งประดับบริเวณต่าง ๆ ในวัด ส่วนใหญ่มักจะถูกเอามาใช้เป็นทวารบาล เป็นคู่ ๆ เสมอ โดยเฉพาะ รูปสิงโต  เพราะความเชื่อเรื่อง "ทวารบาล" ของจีนกับไทยมีต้นตอมาจากศาสนาพุทธจากอินเดียเหมือน ๆ กัน จึงเข้ากันได้เหมาะเจาะพอดี

แต่ก็ยังมีอยู่ที่หนึ่ง ที่มีสิงโตหินตั้งอยู่เดี่ยว ๆ ตัวเดียว ทั้ง ๆ ที่ตรงนั้นไม่น่าจะมีประตูอะไร? แล้วสิงโตอีกตัวไปไหน? ความน่าฉงนนี้ ทำให้เกิดเรื่องเล่าลี้ลับ สนุก น่าสนใจ มาก นั่นก็คือ ตำนานของเจ้าแม่สิงโตทอง ที่ "ศาลสิงห์โตทอง" ข้างโรงอาหารใต้ตึกคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา

ศาลสิงห์โตทองในปัจจุบัน

ตำนานเจ้าแม่สิงโตทองมี 2 เรื่อง ... 

เรื่องแรก ออกแนวโศกนาฏกรรมความรักหน่อย ๆ เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีเรือสำเภาของพ่อค้าชาวจีนแล่นเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา บรรทุกสินค้ามาเต็มลำ พร้อมกับสิงโตหินขนาดใหญ่ สวยงามมากคู่หนึ่ง ติดมาเป็นเครื่องอับเฉา  พอเรือแล่นมาถึงปากคลองบางกอกน้อย ก็เกิดอับปางลงเพราะลมพายุ  ชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันงมสินค้าอื่น ๆ ขึ้นมาได้ แต่กู้สิงโตหินขึ้นมาได้แค่ "ตัวเมีย" เพียงตัวเดียว  พอกู้ขึ้นมาได้แล้วก็เอามาตั้งไว้ที่ริมแม่น้ำ โดยหันหน้าเข้าหาฝั่ง  วันดีคืนดีก็พบว่าสิงโตตัวนี้ได้หันหน้าออกไปทางแม่น้ำได้เอง ราวกับว่าเธอกำลังเฝ้ามองคอยสิงโตหินตัวผู้ที่ยังจมอยู่ใต้น้ำ

มีเรื่องเล่าลือกันปากต่อปากมากมาย  บางคืน มักจะได้ยินเสียงคร่ำครวญของสิงโตตัวเมียที่ร้องเรียกหาคู่ของมัน  ถ้าเป็นคืนวันเพ็ญก็จะเห็นลำแสงคู่สีแดง ส่องขึ้นมาจากแม่น้ำ เชื่อกันว่าเป็นแสงจากตาของสิงโตตัวผู้นั่นเองที่เฝ้าคอยมองหาตัวเมียบนฝั่ง

อีกเรือง มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างมีหลักฐานน่าเชื่อถือ  อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ "วังหน้า" ซึ่งเป็น พระราชวังที่ประทับของพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเรื่องศาลเจ้าแม่สิงโตทองนี้เกิดขึ้นในสมัยของ "กรมพระราชวังบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ" วังหน้าในรัชกาลที่ 3

ปากคลองบางกอกน้อย มองจากศาล

ด้วยเหตุที่สถานที่บริเวณนั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อยพอดี เป็นทางสามแพร่ง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าเป็นจุดที่เกิดการปะทะรับพลังไม่ดี เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นประสบกับเรื่องราววุ่นวาย มีแต่ปัญหา  จะต้องแก้เคล็ดด้วยการนำเอา "สิงห์คาบดาบ" ไปติดแก้การปะทะของพลังร้ายไว้ที่ริมแม่น้ำตรงทางสามแพร่งนั้น

แต่กรมพระราชวังบวรฯทรงดำริว่า "หากจะนำรูปสิงห์คาบดาบไปติดไว้ตรงบริเวณนั้นเห็นจะเป็นการไม่ควรยิ่ง เพราะปลายดาบที่สิงห์คาบนั้น จะหันต้องพุ่งตรงไปยังทิศใต้ แล้วทิศใต้ถ้านับจากบริเวณนั้นไปก็เป็นทิศที่ตั้งของ 'วังหลวง' หรือ 'พระบรมมหาราชวัง' ซึ่งการกระทำเฉกเช่นนี้ก็อาจจะเกิดคำครหาไปในทางที่ไม่ดีว่าพุ่งดาบเข้าหาที่อยู่ของพระมหากษัตริย์ก็ย่อมเป็นได้ อีกทั้งยังทรงเกรงว่าผู้คนนั้นจะหาว่าพระองค์ทรงงมงายไร้สาระ เนื่องด้วยการแก้ฮวงจุ้ยเช่นนี้ไม่เคยมีปรากฏในประเพณีชนชั้นผู้นำของชาวไทยมาก่อน พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้นำสิงโตหินแกะสลักจากเมืองจีนจำนวนสามตัวที่ทำการปลุกเสกตามประเพณีจีนมาแล้วนั้น นำไปตั้งไว้ที่บริเวณท่าน้ำซึ่งตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อยแทน"

เรื่องติดตั้งสิงโตนี้ มีเล่ากันไปสองเรื่อง  บ้างว่า ถูกนำมาตั้งไว้ริมตลิ่งทั้งสามตัว นานไปก็ถูกกระแสน้ำเซาะจนตลิ่งพัง สิงโตทั้งสามตัวเลยจมลงไปใต้น้ำ ต่อมากู้เอาสิงโตตัวเล็กขึ้นมาได้ตัวเดียว ซึ่งก็คือตัวที่ตั้งประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าแม่สิงโตทองในปัจจุบันนั่นเอง  บ้างก็ว่าเอาไปตั้งไว้ทั้งบนบกและในน้ำเพื่อแก้เคล็ดให้ครบ

ปัจจุบัน อาจเพราะตำนานเรื่องแรกและการที่ที่ตรงนี้ได้กลายเป็นสถานศึกษาไปแล้ว ทำให้เจ้าแม่สิงโตทองมีชื่อเสียงด้านความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน และความรัก เพราะสิ่งที่ทำให้คนวัยเรียนคร่ำครวญได้ ก็มีแค่เรื่องนี้แหละครับ

จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่แค่คนวัยเรียนหรอกครับ เราทุกคนล้วนเกิดมาและแสวงหาความสมบูรณ์สมดุลในแบบของตัวเองทั้งนั้น และไอ้ความสมบูรณ์สมดุลนั่นจะมีอยู่จริงรึเปล่าก็ไม่รู้ ... บางครั้งผมก็ได้ยินเสียงครวญคราง ในใจเหมือนกัน ... ครับ

ผมรู้สึกว่าตำนานทั้งสองเรื่องนี้มีธีมหลักของเรื่องต่างกัน ตรงที่เรื่องแรกเป็นเรื่องของความทุกข์จากการพลัดพราก ส่วนเรื่องที่สองกลับสะท้อนถึงความขัดแย้งของอะไรที่อยู่เป็นคู่กัน อยู่แล้ว (วังหน้ากับวังหลวง) เพราะการเปลี่ยน สิงห์คาบดาบ เป็น สิงโตหิน ไม่เป็นผล หลังจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้ทรงตั้งผู้ใดเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีก  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ (ว่าที่) ก็ถูกถวายฎีกาอยู่เสมอว่ากระทำการกระด้างกระเดื่อง ทุจริตต่อหน้าที่ รับสินบน อีกทั้งยังมีการส้องสุมกำลังผู้คน เมื่อทรงสอบสวนแล้วเป็นจริง จึงทรงให้ถอดพระยศเป็นหม่อมไกรสร แล้วให้นำสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2391

02/09/2557

เบอร์เกอร์ในตำนาน

เมื่อพูดถึงอาหารฟาสต์ฟู้ด หลายคนก็มักจะนึกถึงอารหารฝรั่ง ทอด ๆ ย่าง ๆ กินง่าย อุดมไปด้วยไขมันและสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (ในระยะยาว) แต่ก็ถูกปากถูกใจเด็ก ๆ และวัยรุ่น และเมนูที่เป็นตัวแทนของอาหารฟาสต์ฟู้ดได้ดีที่สุดก็คือ แฮมเบอร์เกอร์  

เมนูขึ้นชื่อ (Signature) ของสยามสเต็ก  มีไข่ดาว ชีส แฮม และก็โปะด้วยสับปะรดกระป๋อง 40 บาท

ถ้าถามว่า คุณชอบเบอร์เกอร์ยี่ห้อไหน?  ส่วนใหญ่มักจะตอบว่า McDonald's เพราะเป็นเบอร์เกอร์มหาชน  บางคนที่เคยไปเรียนที่อเมริกามาก็อาจจะฝังใจกับ Berger King  บางคนไม่อยากซ้ำใคร ก็อาจจะหันไปหา Mos Burger เบอร์เกอร์แนวๆ สัญชาติญี่ปุ่น  หรือ A&W, Dairy Queen, KFC ... ไปจนถึงยี่ห้อที่ผมไม่รู้จักอีกหลายยี่ห้อ  หรือบางคนที่เป็นคนชาตินิยมจ๋า ก็อาจจะบอกว่า "ไม่อ่ะ ลุงขอกินข้าวกล่องในเซเว่นฯ ดีกว่า" ... เรียกว่ามีคำตอบหลากหลายให้เลือกสรรกันเลยทีเดียว เดี๋ยวนี้แฮมเบอร์เกอร์หาซื้อง่ายเป็นของพื้น ๆ แม้แต่ร้านสะดวกซื้ออย่างในเซเว่นฯก็ยังมีขาย (วางอยู่ข้าง ๆ ข้าวกล่องของลุงคนสุดท้ายนั่นแหละครับ)

แต่เมื่อก่อนร้านฟาสต์ฟู้ดยังมีไม่เยอะเท่านี้ สมัยที่ผมยังเป็นนักเรียนมัธยม มีแฮมเบอร์เกอร์สัญชาติไทยยี่ห้อหนึ่ง หากินได้ง่าย อยู่เป็นซุ้ม ๆ อยู่ข้าง ๆ ซุ้มขายน้ำตามโรงเรียนมัธยมหรือในมหาวิทยาลัย นั่นก็คือ "สยามสเต็ก" นั่นเอง

ผมกินแฮมเบอร์เกอร์ของสยามสเต็กครั้งแรกเมื่อตอน ม.3 จำได้ว่าเป็นงานกีฬาสี มีค่าขนมเยอะหน่อย และกินเบอร์เกอร์มันเท่ฮ์กว่ากินลูกชิ้นหรือไส้กรอกเป็นไหน ๆ

ตอนนั้นผมสั่งชีสเบอร์เกอร์ธรรมดา แต่สาวคนข้าง ๆ สั่งเมนูอลังการงานสร้างมาก ๆ โปะทั้งไข่ดาว ทั้งสับปะรดกระป๋อง ... คนขายทอดไข่ ทอดสับปะรดส่งกลิ่นหอมฉุย คนสั่งก็น่ารัก เห็นแล้วก็อยากลองชิมอย่างเขาบ้าง ... หลังจากนั้น พอมีเวลาว่าง ช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกเรียน ผมก็มักจะมาซุ่มเหล่สาวที่ซุ้มสยามสเต็กประจำ เหล่สาวไป ดมสับปะรดทอดไป ฟินสุด ๆ  แต่สุดท้ายแล้วก็ใจไม่ถึง (เงินก็ไม่ถึง) ไม่กล้าสั่งเมนูสุดอลังการนั้นซักที ... กินแต่ไส้กรอก :P

พอจบ ม.3 ผมก็ไปเรียน ปวช. ที่โรงเรียนชายขอบพระนคร (ลาดกระบัง) ไม่มีโอกาสเจอซุ้มสยามสเต็กอีกเลย (มีแต่รถลูกชิ้นศรีไทยกับอาบังขายถั่ว) ความรู้สึกอยากกินเบอร์เกอร์ก็ค่อย ๆ จางลง ... จนได้กลับมาเรียนมหาวิทยาลัยในเมือง ถึงมหาลัยฯที่ผมเรียนจะมีซุ้มสยามสเต็กแต่ก็กลายเป็นของธรรมดาไปซะแล้ว ตอนนั้นร้านฟาสต์ฟู้ดอื่น ๆ มีเยอะแล้ว นึกอยากกินก็เดินออกไปกินข้างนอกได้สบาย ๆ ... เบอร์เกอร์โปะสับปะรดก็เลยถูกผนึกไว้ในความทรงจำ

ซุ้มสยามสเต็กที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

พ้นวัยเรียนมาแล้ว ผมก็ไม่ได้เห็นซุ้มสยามสเต็กอีกเลย เคยกลับไปมหาลัยฯ ไปโรงเรียนเก่า ก็ไม่เจอกลายเป็นฟาสต์ฟู้ดยี่ห้ออื่นไปหมดแล้ว  จนผมนึกว่าสยามสเต็กจะหายไปตามยุคสมัยแล้วซะอีก ... ล่าสุดผมมีโอกาสไปทำธุระที่ ม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์บังเอิญเจอ ดีใจ ก็เลยคิดจะย้อนความหลังซะหน่อย ... ลองดูว่ามันจะอร่อยสักแค่ไหน

SiamSteak

25/08/2557

ภูต ผี ปีศาจของไทย┊มือเทวดาที่บางปะอิน

จริง ๆ แล้วเรื่องผีนี่ก็แปลก คนที่เจอ ก็มักจะเจอประจำ ส่วนบางคนถึงแม้จะอยากเจอแค่ไหน เที่ยวเสาะแสวงหา ตามล่า ยังไง ก็ไม่เห็น  ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าการที่คนเราจะเห็นผีหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับวิญญาณ นั้น เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่มีที่มาที่ไป ไม่รู้ล่วงหน้า เหมือนกับการเกิดอุบัติเหตุ  

แต่ก็มีบางคนที่มีความสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ สามารถเชิญวิญญาณหรือเทวดามาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนได้  ส่วนมากจะเป็นพวกบรรดาพระเกจิอาจารย์ หรือผู้ที่ฝึกกัมมัฏฐานมาอย่างชำนาญแล้ว หนึ่งในนั้นเป็นถึงโอรสของกษัตริย์ คือ "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรทัตจุฑาธาร กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา" พระองค์เป็นผู้นิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับวิญญาณและสิ่งเร้นลับ ชื่อ "เพชรในหิน" และเรื่องเกี่ยวกับศาสนาอีกหลายเรื่อง  กิตติศัพท์ความสามารถของพระองค์เป็นที่เล่าลือกันมากในแวดวงเจ้านายในวัง ว่ากันว่า พระองค์อาจเชิญเทวดามาปรากฏตัวได้ พูดคุยได้ด้วย

พลูหลวง (ประยูร อุลุชาฎะ) ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ "รหัสวิทยา พลังเร้นลับ" ว่า

--- คราวหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใคร่จะทอดพระเนตรเทวดา จึงให้กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชาทำพิธิติดต่อกับเทวดาภายในพระราชวังบางปะอิน เรียกเทวดามาให้ปรากฏในห้องท้องพระโรง ท่ามกลางบรรยากาศอันขลังและมืด พระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายหลายพระองค์ที่ร่วมอยู่ด้วยก็ได้เห็นมือของเทวดาขนาดใหญ่ยื่นลงมาจากเพดานท้องพระโรง เป็นมืออันสวยประดับด้วยอัญมณีแพรวพรายและมีเสียงอันก้องท้องพระโรง เป็นเสียงเทวดาโดยไม่อาจกำหนดได้ว่ามุมใด หรือ ณ ที่ใดในท้องพระโรง ---

ฟังดูเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและอัศจรรย์มากๆ ... ผมมีโอกาสไปเที่ยวพระราชวังบางปะอิน พอเข้าไปในห้องท้องพระโรงพระที่นั่งวโรภาษพิมาน ก็อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าขึ้นมองเพดาน (หวังว่าอาจจะเจอร่องรอยอะไรบ้าง) ภาพที่ได้เห็นคือโคมไฟระย้า (แชนเดอเลียร์) ทำด้วยแก้วคริสตัลขนาดใหญ่ ห้อยอยู่กลางห้อง ส่องแสงระยิบระยับสวยงามมาก จินตนาการถึงภาพมือของเทวดาได้ไม่ยาก

โคมระย้าที่ผมเห็นนี้น่าจะเป็นของเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 และคงถูกนำมาติดตั้งช่วงที่ดัดแปลงพระที่นั่งรื้อองค์เดิมจากสองชั้นเป็นชั้นเดียว ในปีพุทธศักราช 2428 (ประเทศไทยมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2427)

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องอัญเชิญเทวดาที่บางปะอินนี้ จะเป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นของการมีไฟฟ้าใช้ช่วงแรกๆ ในเมืองไทย หรือเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์จริงๆ แต่เรื่องนี้ก็สะท้อนความเชื่อเรื่องวิญญาณที่ดำรงค์อยู่ในสังคมไทย ... เรื่อยมา
(ของแถม) โคมระย้ารูปมือ ฝีมือลูกสาวครับ ^_^

07/08/2557

โรงอาหารที่เป็นเหมือนโอเอซิสในห้างฯ

เคยไปหาอะไรกินในห้างฯแล้วหงุดหงิดบ้างมั้ยครับ ... ที่เป็นร้านดัง ๆ ก็คิวยาวรอนาน ... ดูในเมนูรู้สึกว่าราคา OK พอกินให้อร่อยได้ แต่พอเช็คบิลบวกค่าเซอร์วิสชาร์จก็กลายเป็นไม่อิ่มซะงั้น ... ใน Food Court ก็หาที่นั่งยาก ยังไม่ได้เก็บจานเช็ดโต๊ะบ้าง โดนมนุษย์ป้าแย่งที่นั่งบ้าง ถึงต้องใช้ความอดทนเข้าแลก แต่อาหารที่ได้ราคาก็ไม่ได้ถูกกว่าตามร้านเท่าไหร่นัก ไม่คุ้มทั้งคุณภาพและปริมาณ ถ้าไม่ตั้งสติดี ๆ เผลอสั่งอะไรแปลก ๆ อาจโดนฟันหัวแบะได้

ถ้าใครเคยมีอารมณ์นั้น ผมอยากจะแนะนำสถานที่ผ่อนคลายให้ที่หนึ่ง ที่ที่เหมือนเมืองลับแล คือไม่ค่อยมีใครรู้ หรือถึงรู้ก็มักจะไม่กล้าเข้าไป แต่รับรองว่าที่นี่จะช่วยปลอบประโลมจิตใจที่อ่อนล้าจากความรู้สึกถูกเอาเปรียบได้ ไม่มากก็น้อย

ข้าวราด กับสองอย่าง 25 บาท
ขนมถ้วยละ 10 บาท

สถานที่ที่ว่านั่นคือ โรงอาหารของพนักงานห้างฯ หรือ Canteen ครับ  เป็นสวัสดิการของทางห้างฯ ที่จัดพื้นที่ให้คนมาขายอาหารโดยเก็บค่าเช่าราคาถูก หรือไม่เก็บเลย เพื่อให้พนักงานและผู้เช่าได้มีที่กินอาหารราคาประหยัด  Canteen ตามห้างฯส่วนใหญ่จะอยู่ตามซอก ๆ ลานจอดรถ บางที่ต้องแลกบัตร แต่ส่วนใหญ่สามารถตีเนียนแฝงตัวเข้าไปกินได้ง่าย ๆ

ที่แรกที่ผมเคยไปกินก็เป็นที่มาบุญครอง อยู่ตรงซอยเล็ก ๆ ที่ติดกับสนามศุภฯตอนนั้นผมยังเป็นเด็กปวช. ยังไม่รู้ถึงความแตกต่างเท่าไหร่  ต่อมาตอนเรียนมหาลัยก็มีโอกาสรับจ๊อบวาดรูปที่เซ็นทรัลลาดพร้าว พี่ที่รับงานมาให้เขาพาไปกิน และตอนนั้นแหละ ด้วยบรรยากาศที่คึกคัก ปริมาณอาหารและรสชาติทำให้ผมประทับใจสุด ๆ  หลังจากนั้น เวลาเดินห้างฯก็มักจะสอดส่ายสายตาหา Canteen เผื่อไว้เสมอ ๆ

ล่าสุด ด้วยต้องพาลูกสาวไปเรียนเปียโนที่เซ็นทรัลบางนาทุกอาทิตย์ เลิกเรียนก็เป็นเวลาอาหารเที่ยงพอดี กินมาหมดแล้วทุกที่ ทั้งร้าน ทั้ง Food Court ... เบื่อ ๆ อยาก ๆ หมดมุข ก็ตัดสินใจพาลูกไปกินดู ... ถือว่าแก้เบื่อได้ดีเลยหละครับ ส่วนใหญ่เป็นข้าวแกงแต่ก็ดูดีกว่าใน Food Court ซะอีก มีน้ำฟรี มีที่เก็บจาน โต๊ะก็นั่งสบาย คนขายก็ยิ้มแย้มดูเป็นเจ้าของร้าน และที่ชอบที่สุดคือ คนที่มากินที่นี่ส่วนใหญ่ดูผ่อนคลาย เอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ

อิ่มแล้ว ได้พลังบวกพอแล้ว ... แต่คิดมาคิดไปก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมใน Food Court โต๊ะถึงนั่งไม่สบาย  ไม่มีน้ำเปล่าให้กินฟรี  ไม่มีที่เก็บจาน ... ทั้งทั้งที่ทั้งหมดจะลดต้นทุน อาจทำให้เราได้กินอาหารในราคาถูกขึ้น และที่สำคัญ มันช่วยทำให้เรารู้สึกถึงคนอื่น ๆ รอบข้างที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้ จะได้ไม่รู้สึกแห้งแล้งเกินไปนัก... ก็ได้แค่คิด