03/07/2561

ชวนลูกแอ่วเหนือไปกิน (ให้มัน) คลีน ที่ แพร่-น่าน

สมัยเด็ก ๆ ผมมักจะถูกสอนให้รู้ถึงคุณค่าของอาหารเสมอ มีอะไรก็กินอย่างนั้น กินให้หมดอย่าเหลือทิ้งเหลือขว้าง บางทีก็หลอกว่าถ้ากินไม่เกลี้ยงจาน จะได้แฟนหน้าสิว  โตมาก็ทำตามได้แทบทุกข้อ ยกเว้นเรื่องความสะอาดของจานนี่แหละ ที่ทำไม่ได้สักที มักจะเหลือเศษนู่นเศษนี่ มีเม็ดข้าวไม่เม็ดก็สองเม็ดติดจานประจำ

ตอนจัดกระเป๋าก่อนเริ่มทริป ได้ดูรายการ พื้นที่ชีวิต ตอน "โคโนฮานะ...ฟาร์มแห่งความยั่งยืน" ที่พูดถึงชุมชนโคโนฮานะ เชิงเขาภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น  เป็นชุมชนทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการใช้ชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติและสร้างผลกระทบให้น้อยที่สุด ... ผมชอบวิถีปฏิบัติของที่นั่นหลายอย่าง แต่ที่ประทับใจที่สุดคือการที่ทุกคนในชุมชนตั้งใจกินข้าวให้เกลี้ยงจาน เพื่อลดขยะ ลดการใช้สารเคมีในการล้าง ... เป็นวิธีแสดงความเคารพต่อธรรมชาติที่ดูง่าย น่าเอามาทำต่อมาก ๆ

เมื่อได้แรงบันดาลใจแล้วก็ควรจะทำเลย คิดเป็นชาเลนจ์แล้วชวนลูกทำด้วยจะได้มีเพื่อน ทำมันในทริป แพร่-น่าน นี่แหละ

กติกาคือ ในทุก ๆ มื้อ ตลอดทริป แพร่-น่าน 5 วัน 4 คืนนี้ ไม่ว่าจะกินอะไรขอให้กินให้เกลี้ยงที่สุดเท่าที่จะทำได้ กินเสร็จแล้วถ่ายรูปจานไว้เป็นหลักฐานด้วย ... เสร็จแล้วเอามาทำรีวิวลงเพจ โรงเรียนลูกลิงกับพันทิป ส่วนบล็อกนี้จะใช้เก็บบรรยากาศ เบื้องหลัง รวมถึงแนะนำที่กินแบบรวม ๆ

ที่กินสุดประทับใจ ที่น่าน

ถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน

ทุก ๆ วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ช่วงเย็น ๆ บริเวณถนนผากองด้านข้างวัดภูมินทร์จะมีตลาดนัดชื่อว่า “ถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน” ขายทั้งเสื้อผ้า ของที่ระลึกและของกินพื้นเมือง มีขันโตกปูเสื่อให้นั่งกินตรงลานหน้าวัดด้วย อาหารก็น่ากิน บรรยากาศก็น่านั่งบวกกับเวลาตรงกันพอดี พวกเราเลยตัดสินใจว่าตลอดเวลาที่อยู่น่าน มื้อเย็นจะขอฝากท้องไว้กับตลาดนี้แหละ สะดวกดี ... ปกติตลาดนัดที่ขายของกินหรือถนนคนเดินแบบนี้ มักจะมีปัญหาเรื่องขยะ  ไหน ๆ ก็มาแนวรักษ์โลกแล้ว ผมเลยได้โอกาสพกกล่องข้าวไปหัดใช้ด้วย เผื่อจะได้ช่วยลดภาระเขาบ้าง

มื้อเย็นมื้อแรกที่น่าน ของผมเป็นข้าวราดแกงฮังเล ส่วนของลูกเป็นข้าวหนียวกับไส้อั่ว อันที่อยูในห่อคือหมกเห็ด
มื้อที่ 2 ของผมเป็นยำขนมจีน ปลาทู หมูยอ ... กะว่าจะไม่กินปลาร้าเพราะกลัวกลิ่น ... แต่ทันทีที่บอกแม่ค้าเสร็จ แกก็จ้วงตักน้ำปลาร้าลงผสม 2 ทัพพีด้วยความเคยชิน พอทักปุ๊บ มองหน้ากัน แล้วก็ฮากันทั้งคนซื้อคนขาย แต่ก็ดีแล้วเพราะกลายเป็นมื้ออร่อยที่สุดมื้อหนึ่งในทริปนี้เลยแหละครับ ... ส่วนลูกหนีไปกินอะไรกับแม่ก็ไม่รู้
ที่ว่าตามตลาดนัดหรือถนนคนเดินมักมีปัญหาเรื่องขยะนั้น ที่นี่ถือเป็นข้อยกเว้น มีการจัดการที่ดีและทุกคนร่วมไม้ร่วมมือกัน น่าจะเอาไปทำโมเดลตัวอย่างเลยด้วยซ้ำ ... อันนี้ชื่นชมจริง ๆ

ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ

ฟาร์มนี้ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาที่อำเภอปัว เป็นทั้ง ฟาร์มเห็ด, โฮมสเตย์, และร้านอาหาร นอกจากมีวิวทุ่งนาแบบพาโนรามาแสนสดชื่นบวกอาหารอร่อยสุด ๆ แล้ว ยังอยู่ใกล้ ๆ กับ วังศิลาแลง หรือที่เขาเรียกกันว่าเป็น “แกรนด์แคนยอนเมืองปัว” อีก  ใครกินเสร็จแล้วจะไปเดินย่อย หรือไปลุยเล่นแก่งก่อนแล้วค่อยกลับมาหาอะไรกินก็เป็นความคิดที่ดีทั้งนั้น  สำหรับพวกเราแล้ว มื้อที่ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ ถือเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในน่านเลยหละครับ

เห็ดชุบแป้งทอด
เห็ดนึ่งกับน้ำพริกข่า
ที่เด็ดสุดคืออันนี้ พิซซ่าเห็ด

ที่กินสุดประทับใจ ที่แพร่

ของกินตามตลาดเช้า

ตามตลาด ไม่ว่าจะเช้าหรือเย็น ทุกที่ ทุกจังหวัด มักจะเต็มไปด้วยสีสันและของกินอร่อย ๆ เสมอ ที่แพร่ก็เหมือนกัน ตลาดที่เราแวะหาอะไรกินก่อนขึ้นไปไหว้พระธาตุช่อแฮ เป็นตลาดเล็ก ๆ แต่คึกคัก ชื่อ ตลาดป่าแดง-ช่อแฮ มีขายตั้งแต่ผักยันเสื้อผ้า  ของกินก็เป็นของพื้นเมืองบ้าง ของกินง่าย ๆ อย่างพวกปิ้ง ๆ ทอด ๆ กับข้าวเหนียวบ้าง ที่เด็ดสุดคือหมูนึ้งกับน้ำพริกข่า ... เสน่ห์อีกอย่างของตลาดนี้คือ ที่นี่เป็น “ตลาดสายหยุด” คือเริ่มขายเช้ามืดพอสายก็หยุด หยุด ก็คือหยุดจริง ๆ  ... ขากลับจากไหว้พระ ผ่านตลาดนี้อีกที เห็นทุกแผง ทุกร้าน หายเรียบเหลือแต่โต๊ะ บรรยากาศเงียบเชียบราวกับ เมื่อตะกี้ที่เรานั่งกิน นั่งเม้าท์กัน ที่ร้านกาแฟประจำตลาดเป็นเพียงแค่ความฝัน

แอ็บสมองหมู ตอนแรกอยากลอง แต่แตะดูแล้วมันเย็น ๆ ก็เลย ...
โฉมหน้า พ่อลูกผู้ปฏิบัติภารกิจ ที่เห็นปากมัน ๆ เพราะหมูนึ่งกับน้ำพริกข่าที่กินเพลินจนลืมถ่ายรูป

ตลาดโต้รุ่งประตูชัย

ถ้าที่น่านมีถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน ที่แพร่ก็มีตลาดโต้รุ่งประตูชัยนี่แหละ ที่เป็นย่านของกินตอนเย็น ๆ ค่ำ ๆ ที่ฝากท้องได้  ที่นี่มีร้านอร่อยมีชื่อเสียงหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็น เย็นตาโฟ, ขนมจีนน้ำใส, ข้าวเหนียวมะม่วง นมสดและน้ำแข็งใส  แต่ที่ผมกินแล้วประทับใจที่สุดคือโจ๊กครับ เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่น่าจะมีชื่อเสียงอะไรแต่คึกคัก เห็นคนแพร่มาแวะซื้อกลับบ้าง เข้ามาทั้งนั่งกินบ้าง มีมาไม่ขาดสายคนขายไม่ได้พักกันเลยทีเดียว ... เราสั่งโจ๊ก กวยจั๊บ และข้าวต้มปลามาลองดู ทั้งหมดรสชาติอ่อนโยน กินแล้วสบายใจ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการพักปาก พักท้อง อย่างเรามากครับ

แปะรูปหน้าร้านไว้ เผื่อใครอยากจะตามรอยไปกิน ร้านนี้อยู่ตรงกันข้ามกับตลาดสดเทศบาล
ข้าวต้มปลาน่ากินมาก

สรุปผล สำหรับตัวเอง

ชอบความรู้สึกตอนนั่งกวาดเม็ดข้าวกินให้เกลี้ยงจาน เวลาคนอื่นมองจานเกลี้ยง ๆ ของเราแล้วรู้สึกกระหยิ่มใจเล็ก ๆ ประมาณว่า "เป็นไง? ... เกลี้ยงป๊ะหละ" อะไรทำนองนั้น  แต่ที่ดีที่สุดคือรู้สึกว่ามีสมาธิกับการกิน สามารถแสดงความเคารพต่ออาหารและสิ่งที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างเต็มที่ ... ที่ไม่ค่อยดีคือ จบทริปแล้วน้ำหนักขึ้นนิดหน่อย (-_-")

ส่วนเรื่องการพกกล่องข้าวนั้น คิดว่าถ้าใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเป็นที่ที่คุ้นเคย อย่างร้านข้าวร้านประจำก็พอเป็นไปได้  แต่ถ้าจะใช้ตอนเดินทางก็ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี เพราะมันมีข้อจำกัดและติดขัดในหลาย ๆ เรื่อง

  • ตามตลาดนัดแม่ค้ามักจะเตรียมของใส่ภาชนะของเขาไว้แล้วเพื่อความสะดวก 
  • กล่องข้าวแต่ละชนิดก็เหมาะกับอาหารคนละแบบไม่เหมือนกัน เช่น แกงถุง ซื้อร้านเดียว ใช้ปิ่นโตเหมาะสุด  แต่ถ้าเป็นตลาดนัดเดินกิน ใช้กล่องช่องเดียวแบบไม่มีชั้น ไม่มีช่อง ไม่ซ้อนกันให้ยุ่งยาก จะดีกว่า

สรุปผล สำหรับลูก

ระหว่างทริปกระตือรือร้นและให้ความร่วมมือดี น่าจะเพราะมีการชาเลนจ์เป็นตัวกระตุ้น กลับมาแล้วก็มีเผลอไปบ้าง แต่เตือนแล้วก็เชื่อดี  ตอนนี้ให้รับหน้าที่เป็นเด็กล้างจานของบ้าน จะได้รู้ซึ้งถึงประโยชน์ของการกินให้จานมันเกลี้ยง ๆ  (พ่อจะได้พัก อิอิ)

แต่สิ่งที่อยากให้ลูก (รวมถึงตัวเองด้วย) เรียนรู้จริง ๆ ก็คือ ให้มองชีวิตเป็นเหมือนจานข้าวของเรา ที่บางครั้งก็ไม่สามารถเลือกเอาแต่สิ่งที่ตัวเองชอบได้ทั้งหมด หน้าที่ของเราคือยอมรับ และกินมันซะให้เกลี้ยง ... ด้วยความเคารพ

05/06/2561

โชว์ช้างที่สุดแสนจะเร้าใจ

เท่าที่เคยเห็นการแสดงของช้างมา ... ตั้งแต่ แบบพื้น ๆ ทั่ว ๆ ไปอย่าง ส่ายหัว, ลุก, นั่ง, ขึ้นเก้าอี้, ยืน 2 ขา หรือการแสดงความสามารถทางศิลปะ อย่างเป่าเมาท์ออแกนเอย วาดรูปเอย หรือจะเป็นแนวกีฬาอย่างการเตะบอล ไปจนถึงการแสดงในเวทีใหญ่ ๆ อย่างการแสดงยุทธหัตถี ... ผมว่า โชว์ช้างว่ายน้ำ ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวนี่พีคที่สุดแล้วล่ะครับ

ต้องบอกก่อนว่า สวนสัตว์เปิดเขาเขียวนี่เป็นสวนสัตว์ที่ผมและครอบครัวคุ้นเคยที่สุด คือไปบ่อยมาก เรียกว่านึกอะไรไม่ออกก็ไปเขาเขียว  เพราะเกิดปีขาล วันเกิดนึกอยากจะทำบุญก็ซื้อเนื้อไปให้เสือที่เขาเขียว  มีลูก จะพาลูกไปเยี่ยมตายายที่ระยอง ระหว่างทางก็ต้องผ่านเขาเขียว เลยแวะเป็นประจำ

แต่เพราะว่าแวะบ่อย ก็เลยเบื่อ บวกกับลูกเริ่มโตแล้วไม่ค่อยอยากเที่ยวสวนสัตว์เท่าไหร่ พักหลัง ๆ ก็เลยไม่ค่อยได้แวะ

ล่าสุดไปมาเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา เพิ่งเห็นว่าเขาเขียวเปลี่ยนไปมาก อัตราค่าเข้าชมแพงขึ้นพอสมควรแต่ก็ยังถือว่าคุ้มค่า เพราะหลายส่วนจัดแสดงได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ให้สวยงามและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เช่น ขยายบ้านให้ฮิปโปโปเตมัส, ปรับปรุงบ้านนกเพนกวินให้โปร่งขึ้น เพิ่มส่วนแสดงสัตว์จากทวีปออสเตรเลีย ฯลฯ

นอกจากสถานที่จะสวยขึ้นแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ มากขึ้นด้วย ... ที่ผมประทับใจจนต้องเอามาวาดรูปก็คือ การโชว์ช้างว่ายนั่นแหละครับ ผมว่าเป็นโชว์ที่ฉลาดคิด แค่ทำสระให้ช้างมาเล่นน้ำ โดยด้านล่างเป็นตู้กระจก ก็ทำให้เราได้เห็นอิริยาบถแปลกตาของช้างขณะว่ายอยู่ใต้น้ำกันแบบชัด ๆ ... วันดีคืนดี ถ้าพังแสงดาว (ดาราประจำโชว์) กินเยอะไปหน่อย ก็อาจจะปล่อยทุ่นระเบิด ลอยตุ๊บป่อง ๆ ให้ ควาญมุดหลบกันเป็นที่สนุกสนานปนหวาดเสียว เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้กระหึ่มสระกันเลยทีเดียว ครับ

มุมมองผ่านกระจกด้านล่างสระ
ด้านบนของสระว่ายน้ำ สามารถสัมผัสให้กำลังใจช้างและควาญได้อย่างใกล้ชิด
ส่วนจัดแสดงฮิปโปโปเตมัสที่ปรับปรุงใหม่ กว้างขวาง
แต่ก็สามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด
โคอาลาในส่วนจัดแสดงสัตว์จากทวีปออสเตรเลีย เหมาะสำหรับไปดูตอนเหนื่อย ๆ เพราะอยู่ในห้องแอร์และมีกลิ่นใบยูคาลิปตัส ... สดชื้น สดชื่น
กลับมาเที่ยวเขาเขียวคราวนี้สนุกดีจริง ๆ ไว้ว่าง ๆ นึกอะไรไม่ออกจะไปเที่ยวอีก ไว้เจอกันนะ พังแสงดาว
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม มีโชว์กี่รอบ?  มีโชว์อื่นมั้ย? บัตรราคาเท่าไหร่? อะไร? ยังไง? ... ฯลฯ เชิญ Website Official ของเขาเขียวเขาเลยครับ » สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

12/03/2561

จักรวาลของชาวล้านนา ที่เชียงใหม่

ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า "จักรวาลของ ... " เพราะรู้สึกว่าคำนี้มันคุ้นดี  เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็พูดถึงจักรวาลของมาเวลบ้าง จักรวาลของดีซีมั่ง จักรวาลของนู่นนี่นั่น ... ประกอบกับเรื่องที่จะเล่านี้ก็สื่อถึงจักรวาลเหมือนกัน เป็นจักรวาลแบบพุทธศาสนาตามคติความเชื่อของชาวล้านนา ครับ

ถ้าใครเคยไปไหว้พระทางภาคเหนือ คงต้องผ่านตากันบ้างหละ เชิงเทียนไม้แกะสลักสวยแปลกอันใหญ่ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วคล้ายหน้าบัน มีที่ปักเทียนอยู่เจ็ดที่ ตรงกลางสูงสุดและลดหลั่นกันลงมาด้านละสาม  ชาวเหนือเขาเรียกว่า "สัตตภัณฑ์" ถือเป็นเครื่องบูชาที่สำคัญ มักจะตั้งอยู่หน้าพระประธานในโบสถ์วิหารทั่วไปในล้านนา (ผมเดินดูเกือบทั่วเมืองเชียงใหม่เห็นมีแทบทุกวัด ถูกใช้งานบ้าง ถูกเก็บบ้าง ... ว่ากันไป ... ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ในล้านนานั้น ไม่รู้ครับ เพราะยังไม่เคยไปเลย .. แหะ ๆ )

คนล้านนาสร้างวัดขึ้นตามคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิ ทุกสิ่งอย่างในวัดจะมีความหมายที่สื่อถึงจักรวาลแบบพุทธศาสนาซ่อนอยู่เสมอ เช่น ซุ้มประตูโขงหน้าวัดที่มีรูปสัตว์ต่าง ๆ ก็คือป่าหิมพานต์ (สุดเขตแดนโลกมนุษย์) เดินเข้ามาผ่านพื้นทรายในวัดก็หมายถึงมหาสมุทร (มหานทีสีทันดร) เข้ามาในวิหารก็เจอ สัตตภัณฑ์ เป็นตัวแทนของเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้งเจ็ดลูก ด้านหลังคือพระประธานหรือพระธาตุที่อยู่ด้านหลังเข้าไปอีกก็คือเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของจักรวาล

สารภาพตามตรงว่าตอนที่ผมไปเชียงใหม่ ไม่ได้รู้เรื่องสัตตภัณฑ์อะไรนี่มาก่อนเลย ... แค่รู้สึกว่า เชิงเทียนนี่สวยแปลกตาเหมือนจั่วใหญ่ ๆ นึกว่าจะเกะกะ แต่ดูไปก็เป็นจุดนำสายตาที่ดี ทำให้เวลาเรามองรวมกับองค์พระประธานแล้วรู้สึกว่าองค์ประกอบมันสวยดี เทียบกับรูปทรงของพระพุทธรูป มุมหลังคาหรือมุมของกู่พระด้านหลัง มันรับกันพอดีเป๊ะ สมบูรณ์ลงตัว ... และความสมบูรณ์นี้ก็ทำให้เรารู้สึกสงบได้อย่างประหลาด

รู้สึกติดใจก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้ เอามาวาด แล้วก็หาข้อมูลมาเล่าให้ฟัง เอ๊ย! อ่าน นี่แหละ ... เก็บไว้เป็นข้อมูล เตือนใจให้เปิดหูเปิดตาดูให้ทั่ว ๆ เวลาไปเที่ยววัดจะได้สนุกยิ่งขึ้น ครับ
ถ้าใครอยากรู้เรื่องสัตตภัณฑ์มากกว่านี้ หรือเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมล้านนา ก็เชิญสองลิงค์นี้เลยครับ https://prachatai.com/journal/2009/01/19851, http://www.lanna-arch.net/ ข้อมูลที่ผมเอามาเขียน blog ก็ได้มาจากสองที่นี้แหละครับ ^_^
ของแถม คือ สัตตภัณฑ์และพระประธานที่วัดเชียงมั่น เป็นวัดแรกขอเมืองเชียงใหม่ และวัดแรกของผมด้วย ตอนที่ไหว้พระไม่ได้สังเกตเชิงเทียนเลย มีพานดอกไม้และอะไรต่อมิอะไรบัง มืด ๆ มัว ๆ จนมองไม่เห็น .. แต่พอมาดูรูปแล้วก็เสียดาย

26/02/2561

ขนมจีนแกงไก่คั่ว โปรตุเกส, จีน, ไทย ของใครอะไรแน่?

แว็บแรกที่ได้ชิม ... เฮ้ย! นี่มันน้ำเงี้ยว? ... อื่ม แกงกระหรี่แบบจีน ๆ มั้ย? ... เอ่อ ก๋วยเตี๋ยวแขก? ... อ่า ลักซาหละ? ไม่มั้ง ... คุ้น ๆ นะ แต่มันเหมือนอะไรก็นึกไม่ออก ... อ้าว! เผลอ ๆ หมดซะแล้ว

╮(╯_╰)╭

ถ้าจะให้อธิบายรสชาติของขนมจีนแกงไก่คั่วนี้โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับอะไร ก็ต้องบอกว่า รสมันนวล ๆ กลม ๆ ไม่เปรี้ยว ไม่เค็ม ไม่หวาน ไม่เผ็ด กลมนัวกันไปหมด และก็ไม่ได้มีกลิ่นเครื่องเทศอะไรมากมาย ตัวเครื่องแกงอาจมีถั่วลิสงผสม เนื้อไก่สับกับเลือดทำให้นึกถึงขนมจีนแกงไก่ (ไทยเรานี่แหละ) ไม่เผ็ดจัดจ้านและก็ไม่เข้มข้นแบบแกงกระหรี่หรือมัสมั่น มีความเบาตามแบบฉบับขนมจีน กลิ่น รสแบบไทย ๆ ... บรรยายซะมากมาย ชักจะวกไปวนมา บอกไม่ถูกต้องไปลองเอง .. แต่สรุปให้ว่า "อร่อย" ก็แล้วกัน

จบเรื่องความรู้สึกไปแล้ว เรามาเข้าข้อมูลกันดีกว่า

เล่ากันว่า "ขนมจีนแกงคั่วไก่" หรือ "ขนมจีนโปรตุเกส" เป็นอาหารโบราณที่สืบทอดกันในหมู่ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสแถวย่านกุฏีจีน (ฝั่งธนฯ) และบ้านวัดคอนเซ็ปชัญ (สามเสน) มักจะทำกันในงานฉลองพระแม่ไถ่ทาส เดเมย์เซเดย์ หรือที่ชาวบ้านคอนเซ็ปชัญเรียกว่า "พระแม่ขนมจีน" และงานมงคลอย่างงานแต่งงานเท่านั้น  เป็นอาหารที่รวมหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน วัตถุดิบแต่ละอย่างก็ทำให้นึกเชื่อมโยงถึงเส้นทางการค้าในยุคแห่งการสำรวจ (Age of Exploration) ทั้งนั้น  อย่าง พริก, ผักชี, ต้นหอมและไก่ ก็เป็นของที่น่าจะหาได้ง่ายในเรือสำเภาของชาวโปรตุเกส  เลือดไก่ก้อนเป็นวัฒนธรรมการกินที่ติดมาจากชาวจีนโพ้นทะเล  มะพร้าวและกะทิน่าจะเป็นเครื่องปรุงพื้นฐานของคนในแหลมมาลายู  ส่วนขนมจีนนั้น ก็เป็นวัฒนธรรมร่วมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว

ถ้าจะให้จินตนาการถึงต้นกำเนิดของเมนูนี้ ผมว่า ก็น่าจะเริ่มในงานเลี้ยงงานบุญนั่นแหละ แม่ครัวใหญ่ประจำย่าน (อาจมีหลายคนช่วยกัน) คิดเอาของที่หาได้ง่ายมาดัดแปลง ปรุงรส พยายามทำให้ถูกปากคนที่มาร่วมงาน ซึ่งทั้งย่านกุฏีจีนและบ้านวัดคอนเซ็ปชัญนั้น ไม่ได้มีแค่ฝรั่งโปรตุเกสอย่างเดียว มีคนเชื้อชาติอื่นอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไทย จีน เขมร แขก ... การทำอาหารที่ทุกคนร่วมกันกินได้อย่างสบายใจนั้น ก็คงคล้ายจะบอกเป็นนัยว่า "รักทุกคนน๊า กลมเกลียวๆ จุ๊บๆ"

ถ้าใครอ่านแล้วอยากกินบ้าง แต่ไม่อยากรอรอเทศกาล ก็แนะนำให้ไปที่ "ร้านเฮโล นมสด" อยู่ตรงหน้าโบสถ์ซางตาครู้ส (Santa Cruz) ครับ ... หาไม่ยาก เป็นร้านของว่างทานเล่น เล็ก ๆ สบาย ๆ น่านั่ง เหมาะสำหรับคนที่มาเดินเที่ยวชุมชนกุฎีจีนแล้วอยากจะพัก นั่งชิว ๆ บางทีมีแมวอ้วนมานอนให้ลูบเล่นด้วย ;)

22/01/2561

วัน by One ┊ชุมพร, เกาะเต่า (วันที่ 5 สุดท้ายแล้ว)

เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้าย และต้องเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯด้วย เลยไม่ต้องทำกิจกรรมอะไรให้วุ่นวาย 

ตื่นเช้าก็กินข้าวต้มรีสอร์ทรองท้องไปก่อน ทะลงทะเลก็ไม่ต้องคิดเล่นให้เสียเวลา เก็บของ, พาป้าไปส่งบ้าน, ตระเวนรับของฝาก แพ็กใส่รถแล้วขับกลับเลยตอนสาย ๆ

แต่ระหว่างทางที่ไปส่งป้า (จากอ่าวทุ่งมะขามไปปากน้ำฯ) จู่ ๆ แกก็พาผมกลับอีกทาง คือแทนที่จะขับรถเลียบชายหาดเหมือนขามา แต่แกพาขับอ้อมหลังเขาผ่านเข้าไปในดงนากุ้ง ... ขับมาสักพักก็ให้หยุดอยู่ที่เพิงขนมจีนเล็ก ๆ ข้างทาง แล้วบอกว่าขนมจีนร้านนี้อะเด็ด (เป็นอันว่ากินมื้อเช้า 2 ครั้ง ... อีกแล้ว ^^") ... ซี่งก็เด็ดจริง ที่ร้านมีน้ำยากะทิ น้ำพริก แล้วก็แกงไก่ (แกงไก่น่ากินมากกกกก) ให้เลือกกิน รสชาติดีกลมกล่อมถึงเครื่องดีแท้ ใครอยากจะเพิ่มความสะใจก็มีพริกทอดให้ใส่ แต่เสนห์ที่สุดของขนมจีนร้านนี้น่าจะอยู่ที่ที่ผักเหนาะชุดใหญ่ที่อยู่กลางโต๊ะ ... ซี่งก็แปลกเพราะ ไม่ได้มีผักแปลก ๆ หากินยากอะไรเลย ทั้งในถ้วย ทั้งในกระจาดผักสามัญทั้งนั้น ธรรมดาแต่สดและอร่อยทุกผัก ที่ผมชอบที่สุด (อันนี้แปลกหน่อย) คือยอดเสม็ดเพิ่งเคยกินครั้งแรก ฝาด ๆ มัน ๆ เข้ากับขนมจีนน้ำยาที่ซู้ดดดด

ระหว่างทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความอยากมีบ้านอยู่ชุมพรบ้าง ผมจึงถามแม่ว่า ระหว่างชุมพรกับกรุงเทพฯ คิดว่าที่ไหนเป็นบ้านมากกว่ากัน?

แม่บอกว่า ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็คงเป็นที่ปากน้ำชุมพรนี่แหละที่เรียกได้ว่าบ้าน แต่ถ้าเอาจริง ๆ แล้ว ตอนนี้พูดถึงบ้านก็คงเป็นที่กรุงเทพฯแล้วหละ อยู่มาตั้งหลายปีนิ ... หลายอย่างเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน คนเก่า ๆ แก่ ๆ ก็หายไปกันหมด "บ้าน" มันมีมากกว่าสถานที่นะ

ครับ ผมรับคำแล้วขับรถต่อ