05/06/2561

โชว์ช้างที่สุดแสนจะเร้าใจ

เท่าที่เคยเห็นการแสดงของช้างมา ... ตั้งแต่ แบบพื้น ๆ ทั่ว ๆ ไปอย่าง ส่ายหัว, ลุก, นั่ง, ขึ้นเก้าอี้, ยืน 2 ขา หรือการแสดงความสามารถทางศิลปะ อย่างเป่าเมาท์ออแกนเอย วาดรูปเอย หรือจะเป็นแนวกีฬาอย่างการเตะบอล ไปจนถึงการแสดงในเวทีใหญ่ ๆ อย่างการแสดงยุทธหัตถี ... ผมว่า โชว์ช้างว่ายน้ำ ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวนี่พีคที่สุดแล้วล่ะครับ

ต้องบอกก่อนว่า สวนสัตว์เปิดเขาเขียวนี่เป็นสวนสัตว์ที่ผมและครอบครัวคุ้นเคยที่สุด คือไปบ่อยมาก เรียกว่านึกอะไรไม่ออกก็ไปเขาเขียว  เพราะเกิดปีขาล วันเกิดนึกอยากจะทำบุญก็ซื้อเนื้อไปให้เสือที่เขาเขียว  มีลูก จะพาลูกไปเยี่ยมตายายที่ระยอง ระหว่างทางก็ต้องผ่านเขาเขียว เลยแวะเป็นประจำ

แต่เพราะว่าแวะบ่อย ก็เลยเบื่อ บวกกับลูกเริ่มโตแล้วไม่ค่อยอยากเที่ยวสวนสัตว์เท่าไหร่ พักหลัง ๆ ก็เลยไม่ค่อยได้แวะ

ล่าสุดไปมาเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา เพิ่งเห็นว่าเขาเขียวเปลี่ยนไปมาก อัตราค่าเข้าชมแพงขึ้นพอสมควรแต่ก็ยังถือว่าคุ้มค่า เพราะหลายส่วนจัดแสดงได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ให้สวยงามและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เช่น ขยายบ้านให้ฮิปโปโปเตมัส, ปรับปรุงบ้านนกเพนกวินให้โปร่งขึ้น เพิ่มส่วนแสดงสัตว์จากทวีปออสเตรเลีย ฯลฯ

นอกจากสถานที่จะสวยขึ้นแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ มากขึ้นด้วย ... ที่ผมประทับใจจนต้องเอามาวาดรูปก็คือ การโชว์ช้างว่ายนั่นแหละครับ ผมว่าเป็นโชว์ที่ฉลาดคิด แค่ทำสระให้ช้างมาเล่นน้ำ โดยด้านล่างเป็นตู้กระจก ก็ทำให้เราได้เห็นอิริยาบถแปลกตาของช้างขณะว่ายอยู่ใต้น้ำกันแบบชัด ๆ ... วันดีคืนดี ถ้าพังแสงดาว (ดาราประจำโชว์) กินเยอะไปหน่อย ก็อาจจะปล่อยทุ่นระเบิด ลอยตุ๊บป่อง ๆ ให้ ควาญมุดหลบกันเป็นที่สนุกสนานปนหวาดเสียว เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้กระหึ่มสระกันเลยทีเดียว ครับ

มุมมองผ่านกระจกด้านล่างสระ
ด้านบนของสระว่ายน้ำ สามารถสัมผัสให้กำลังใจช้างและควาญได้อย่างใกล้ชิด
ส่วนจัดแสดงฮิปโปโปเตมัสที่ปรับปรุงใหม่ กว้างขวาง
แต่ก็สามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด
โคอาลาในส่วนจัดแสดงสัตว์จากทวีปออสเตรเลีย เหมาะสำหรับไปดูตอนเหนื่อย ๆ เพราะอยู่ในห้องแอร์และมีกลิ่นใบยูคาลิปตัส ... สดชื้น สดชื่น
กลับมาเที่ยวเขาเขียวคราวนี้สนุกดีจริง ๆ ไว้ว่าง ๆ นึกอะไรไม่ออกจะไปเที่ยวอีก ไว้เจอกันนะ พังแสงดาว
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม มีโชว์กี่รอบ?  มีโชว์อื่นมั้ย? บัตรราคาเท่าไหร่? อะไร? ยังไง? ... ฯลฯ เชิญ Website Official ของเขาเขียวเขาเลยครับ » สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

12/03/2561

จักรวาลของชาวล้านนา ที่เชียงใหม่

ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า "จักรวาลของ ... " เพราะรู้สึกว่าคำนี้มันคุ้นดี  เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็พูดถึงจักรวาลของมาเวลบ้าง จักรวาลของดีซีมั่ง จักรวาลของนู่นนี่นั่น ... ประกอบกับเรื่องที่จะเล่านี้ก็สื่อถึงจักรวาลเหมือนกัน เป็นจักรวาลแบบพุทธศาสนาตามคติความเชื่อของชาวล้านนา ครับ

ถ้าใครเคยไปไหว้พระทางภาคเหนือ คงต้องผ่านตากันบ้างหละ เชิงเทียนไม้แกะสลักสวยแปลกอันใหญ่ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วคล้ายหน้าบัน มีที่ปักเทียนอยู่เจ็ดที่ ตรงกลางสูงสุดและลดหลั่นกันลงมาด้านละสาม  ชาวเหนือเขาเรียกว่า "สัตตภัณฑ์" ถือเป็นเครื่องบูชาที่สำคัญ มักจะตั้งอยู่หน้าพระประธานในโบสถ์วิหารทั่วไปในล้านนา (ผมเดินดูเกือบทั่วเมืองเชียงใหม่เห็นมีแทบทุกวัด ถูกใช้งานบ้าง ถูกเก็บบ้าง ... ว่ากันไป ... ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ในล้านนานั้น ไม่รู้ครับ เพราะยังไม่เคยไปเลย .. แหะ ๆ )

คนล้านนาสร้างวัดขึ้นตามคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิ ทุกสิ่งอย่างในวัดจะมีความหมายที่สื่อถึงจักรวาลแบบพุทธศาสนาซ่อนอยู่เสมอ เช่น ซุ้มประตูโขงหน้าวัดที่มีรูปสัตว์ต่าง ๆ ก็คือป่าหิมพานต์ (สุดเขตแดนโลกมนุษย์) เดินเข้ามาผ่านพื้นทรายในวัดก็หมายถึงมหาสมุทร (มหานทีสีทันดร) เข้ามาในวิหารก็เจอ สัตตภัณฑ์ เป็นตัวแทนของเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้งเจ็ดลูก ด้านหลังคือพระประธานหรือพระธาตุที่อยู่ด้านหลังเข้าไปอีกก็คือเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของจักรวาล

สารภาพตามตรงว่าตอนที่ผมไปเชียงใหม่ ไม่ได้รู้เรื่องสัตตภัณฑ์อะไรนี่มาก่อนเลย ... แค่รู้สึกว่า เชิงเทียนนี่สวยแปลกตาเหมือนจั่วใหญ่ ๆ นึกว่าจะเกะกะ แต่ดูไปก็เป็นจุดนำสายตาที่ดี ทำให้เวลาเรามองรวมกับองค์พระประธานแล้วรู้สึกว่าองค์ประกอบมันสวยดี เทียบกับรูปทรงของพระพุทธรูป มุมหลังคาหรือมุมของกู่พระด้านหลัง มันรับกันพอดีเป๊ะ สมบูรณ์ลงตัว ... และความสมบูรณ์นี้ก็ทำให้เรารู้สึกสงบได้อย่างประหลาด

รู้สึกติดใจก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้ เอามาวาด แล้วก็หาข้อมูลมาเล่าให้ฟัง เอ๊ย! อ่าน นี่แหละ ... เก็บไว้เป็นข้อมูล เตือนใจให้เปิดหูเปิดตาดูให้ทั่ว ๆ เวลาไปเที่ยววัดจะได้สนุกยิ่งขึ้น ครับ
ถ้าใครอยากรู้เรื่องสัตตภัณฑ์มากกว่านี้ หรือเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมล้านนา ก็เชิญสองลิงค์นี้เลยครับ https://prachatai.com/journal/2009/01/19851, http://www.lanna-arch.net/ ข้อมูลที่ผมเอามาเขียน blog ก็ได้มาจากสองที่นี้แหละครับ ^_^
ของแถม คือ สัตตภัณฑ์และพระประธานที่วัดเชียงมั่น เป็นวัดแรกขอเมืองเชียงใหม่ และวัดแรกของผมด้วย ตอนที่ไหว้พระไม่ได้สังเกตเชิงเทียนเลย มีพานดอกไม้และอะไรต่อมิอะไรบัง มืด ๆ มัว ๆ จนมองไม่เห็น .. แต่พอมาดูรูปแล้วก็เสียดาย

26/02/2561

ขนมจีนแกงไก่คั่ว โปรตุเกส, จีน, ไทย ของใครอะไรแน่?

แว็บแรกที่ได้ชิม ... เฮ้ย! นี่มันน้ำเงี้ยว? ... อื่ม แกงกระหรี่แบบจีน ๆ มั้ย? ... เอ่อ ก๋วยเตี๋ยวแขก? ... อ่า ลักซาหละ? ไม่มั้ง ... คุ้น ๆ นะ แต่มันเหมือนอะไรก็นึกไม่ออก ... อ้าว! เผลอ ๆ หมดซะแล้ว

╮(╯_╰)╭

ถ้าจะให้อธิบายรสชาติของขนมจีนแกงไก่คั่วนี้โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับอะไร ก็ต้องบอกว่า รสมันนวล ๆ กลม ๆ ไม่เปรี้ยว ไม่เค็ม ไม่หวาน ไม่เผ็ด กลมนัวกันไปหมด และก็ไม่ได้มีกลิ่นเครื่องเทศอะไรมากมาย ตัวเครื่องแกงอาจมีถั่วลิสงผสม เนื้อไก่สับกับเลือดทำให้นึกถึงขนมจีนแกงไก่ (ไทยเรานี่แหละ) ไม่เผ็ดจัดจ้านและก็ไม่เข้มข้นแบบแกงกระหรี่หรือมัสมั่น มีความเบาตามแบบฉบับขนมจีน กลิ่น รสแบบไทย ๆ ... บรรยายซะมากมาย ชักจะวกไปวนมา บอกไม่ถูกต้องไปลองเอง .. แต่สรุปให้ว่า "อร่อย" ก็แล้วกัน

จบเรื่องความรู้สึกไปแล้ว เรามาเข้าข้อมูลกันดีกว่า

เล่ากันว่า "ขนมจีนแกงคั่วไก่" หรือ "ขนมจีนโปรตุเกส" เป็นอาหารโบราณที่สืบทอดกันในหมู่ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสแถวย่านกุฏีจีน (ฝั่งธนฯ) และบ้านวัดคอนเซ็ปชัญ (สามเสน) มักจะทำกันในงานฉลองพระแม่ไถ่ทาส เดเมย์เซเดย์ หรือที่ชาวบ้านคอนเซ็ปชัญเรียกว่า "พระแม่ขนมจีน" และงานมงคลอย่างงานแต่งงานเท่านั้น  เป็นอาหารที่รวมหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน วัตถุดิบแต่ละอย่างก็ทำให้นึกเชื่อมโยงถึงเส้นทางการค้าในยุคแห่งการสำรวจ (Age of Exploration) ทั้งนั้น  อย่าง พริก, ผักชี, ต้นหอมและไก่ ก็เป็นของที่น่าจะหาได้ง่ายในเรือสำเภาของชาวโปรตุเกส  เลือดไก่ก้อนเป็นวัฒนธรรมการกินที่ติดมาจากชาวจีนโพ้นทะเล  มะพร้าวและกะทิน่าจะเป็นเครื่องปรุงพื้นฐานของคนในแหลมมาลายู  ส่วนขนมจีนนั้น ก็เป็นวัฒนธรรมร่วมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว

ถ้าจะให้จินตนาการถึงต้นกำเนิดของเมนูนี้ ผมว่า ก็น่าจะเริ่มในงานเลี้ยงงานบุญนั่นแหละ แม่ครัวใหญ่ประจำย่าน (อาจมีหลายคนช่วยกัน) คิดเอาของที่หาได้ง่ายมาดัดแปลง ปรุงรส พยายามทำให้ถูกปากคนที่มาร่วมงาน ซึ่งทั้งย่านกุฏีจีนและบ้านวัดคอนเซ็ปชัญนั้น ไม่ได้มีแค่ฝรั่งโปรตุเกสอย่างเดียว มีคนเชื้อชาติอื่นอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไทย จีน เขมร แขก ... การทำอาหารที่ทุกคนร่วมกันกินได้อย่างสบายใจนั้น ก็คงคล้ายจะบอกเป็นนัยว่า "รักทุกคนน๊า กลมเกลียวๆ จุ๊บๆ"

ถ้าใครอ่านแล้วอยากกินบ้าง แต่ไม่อยากรอรอเทศกาล ก็แนะนำให้ไปที่ "ร้านเฮโล นมสด" อยู่ตรงหน้าโบสถ์ซางตาครู้ส (Santa Cruz) ครับ ... หาไม่ยาก เป็นร้านของว่างทานเล่น เล็ก ๆ สบาย ๆ น่านั่ง เหมาะสำหรับคนที่มาเดินเที่ยวชุมชนกุฎีจีนแล้วอยากจะพัก นั่งชิว ๆ บางทีมีแมวอ้วนมานอนให้ลูบเล่นด้วย ;)

22/01/2561

วัน by One ┊ชุมพร, เกาะเต่า (วันที่ 5 สุดท้ายแล้ว)

เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้าย และต้องเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯด้วย เลยไม่ต้องทำกิจกรรมอะไรให้วุ่นวาย 

ตื่นเช้าก็กินข้าวต้มรีสอร์ทรองท้องไปก่อน ทะลงทะเลก็ไม่ต้องคิดเล่นให้เสียเวลา เก็บของ, พาป้าไปส่งบ้าน, ตระเวนรับของฝาก แพ็กใส่รถแล้วขับกลับเลยตอนสาย ๆ

แต่ระหว่างทางที่ไปส่งป้า (จากอ่าวทุ่งมะขามไปปากน้ำฯ) จู่ ๆ แกก็พาผมกลับอีกทาง คือแทนที่จะขับรถเลียบชายหาดเหมือนขามา แต่แกพาขับอ้อมหลังเขาผ่านเข้าไปในดงนากุ้ง ... ขับมาสักพักก็ให้หยุดอยู่ที่เพิงขนมจีนเล็ก ๆ ข้างทาง แล้วบอกว่าขนมจีนร้านนี้อะเด็ด (เป็นอันว่ากินมื้อเช้า 2 ครั้ง ... อีกแล้ว ^^") ... ซี่งก็เด็ดจริง ที่ร้านมีน้ำยากะทิ น้ำพริก แล้วก็แกงไก่ (แกงไก่น่ากินมากกกกก) ให้เลือกกิน รสชาติดีกลมกล่อมถึงเครื่องดีแท้ ใครอยากจะเพิ่มความสะใจก็มีพริกทอดให้ใส่ แต่เสนห์ที่สุดของขนมจีนร้านนี้น่าจะอยู่ที่ที่ผักเหนาะชุดใหญ่ที่อยู่กลางโต๊ะ ... ซี่งก็แปลกเพราะ ไม่ได้มีผักแปลก ๆ หากินยากอะไรเลย ทั้งในถ้วย ทั้งในกระจาดผักสามัญทั้งนั้น ธรรมดาแต่สดและอร่อยทุกผัก ที่ผมชอบที่สุด (อันนี้แปลกหน่อย) คือยอดเสม็ดเพิ่งเคยกินครั้งแรก ฝาด ๆ มัน ๆ เข้ากับขนมจีนน้ำยาที่ซู้ดดดด

ระหว่างทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความอยากมีบ้านอยู่ชุมพรบ้าง ผมจึงถามแม่ว่า ระหว่างชุมพรกับกรุงเทพฯ คิดว่าที่ไหนเป็นบ้านมากกว่ากัน?

แม่บอกว่า ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็คงเป็นที่ปากน้ำชุมพรนี่แหละที่เรียกได้ว่าบ้าน แต่ถ้าเอาจริง ๆ แล้ว ตอนนี้พูดถึงบ้านก็คงเป็นที่กรุงเทพฯแล้วหละ อยู่มาตั้งหลายปีนิ ... หลายอย่างเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน คนเก่า ๆ แก่ ๆ ก็หายไปกันหมด "บ้าน" มันมีมากกว่าสถานที่นะ

ครับ ผมรับคำแล้วขับรถต่อ

19/01/2561

วัน by One ┊ชุมพร, เกาะเต่า (วันที่ 4)

เรือจากเกาะเต่ามาถึงท่าเรือที่ท่ายางตอนเช้ามืด จากท่ายางขับรถมา 10 นาทีก็บ้านป้าที่ปากน้ำชุมพร และเหมือนเป็นการเลี้ยงต้อนรับ วันนี้แทบทั้งวันมีคนอาสาพาไปกินของอร่อยตั้งแต่เช้ามืด ... ยันค่ำ

ตอนเช้าเริ่มจากขนมกระจุ๊กกระจิ๊กไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน เราปักหลักกันที่ร้านโบตา (ร้านกาแฟเก่าแก่ประจำตลาดเช้าปากน้ำชุมพร) แล้วก็ออกเดินตลาด ใครเจอขนมอะไรอร่อย น่ากิน อยากกินก็ซื้อมา แล้วเอามานั่งกินที่ร้าน ... ที่ผมชอบคือขนมหัวล้านกับปลากระเบนแดดเดียวอร่อยดี อย่างอื่นก็โอเค แต่กาแฟไม่อร่อยเท่าเดิม ซึ่งเหมือนกับของอร่อยอื่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ... น่าเสียดายที่ลูกสาวผมเกิดช้าไป ไม่มีโอกาสกินบะหมี่เกี้ยวกวางตุ้ง (แท้ ๆ ) เพราะต้นตำหรับเขาถ่ายทอดวิธีทำเส้นให้คนหนึ่งและสูตรน้ำซุปให้อีกคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันเขาไม่ถูกกัน (จบเห่)  เสียดายที่ไม่มีโอกาสกินขนมใส่ใส้ของเจ้ขาบ, เสียดายที่ไม่มีได้ชิมขนมเบื้องญวนของย่าผม ... แต่เท่านี้ขนมก็เต็มโต๊ะแล้ว ...

พอสายหน่อย ขนมยังไม่ทันย่อยหมดดี ป้าก็พาขึ้นไปกินกาแฟถ้ำสิงห์ (กินแล้วกินอีก) บนจุดชมวิวบนยอดเขามัทรี ซึ่งเป็นที่เที่ยวใหม่ของจังหวัดชุมพร ... ผมไม่แน่ใจว่า ผู้ว่าฯ, เทศบาล หรือ อบต. กันแน่ ที่เป็นคนพัฒนาที่บริเวณนี้ เปลี่ยนที่เปลี่ยว ๆ อึม ๆ อย่างซอยเปลี่ยวข้างวัด, ป่าช้าเชิงเขา, ศาลเจ้าเงียบ ๆ ให้กลายเป็นจุดชมวิวที่สวยขึ้นหน้าขึ้นตาได้ขนาดนี้ ต้องขอชื่นชมและขอบคุณ เพราะถึงแม้ทางขึ้นจะชันไปหน่อย ป้ายสำหรับถ่ายรูปวุ่นวายไปนิด  แต่มุมที่มองเห็นตัวเมืองปากน้ำชุมพรได้ทั้งเมืองนี่เป็นมุมที่ผมมองได้ไม่เบื่อเลยจริง ๆ

กินกาแฟเสร็จ ผมก็แว๊บพาลูกพาเมียไปแอบดูวัด (วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย) ที่เคยมาบวชเณรภาคฤดูร้อนตอนเด็ก ๆ ฟื้นความจำ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไปตามเรื่อง

กลับจากวัด "พี่โจ" (ลูกชายป้า) ก็พาไปเลี้ยงมื้อเที่ยงอีก ตอนเย็นก็ไปกินอาหารที่หาดทรายรีอีก ... สรุปว่าวันนี้ทั้งวันมีแต่ กิน กิน กิน

วันนี้มีอุบัติเหตุนิดหน่อย จากตอนแรกที่คิดว่าจะพักที่ อช.หมู่เกาะชุมพร แต่เพราะการสื่อสารสับสน ต่างก็จำผิดวัน บัานพักเต็ม ก็เลยต้องระเห็จออกมาพักรีสอร์ทบ้าน ๆ ชื่อ "ทองหลางรีสอร์ท" ที่อ่าวทุ่งมะขามแทน